
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟสบุ๊ค นี่ไม่ใช่นโยบายแจกเงิน แต่คือการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Data Infrastructure) ของประเทศในระยะยาว มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่านโยบายนี้เป็นการ “ใช้จ่ายงบประมาณอย่างสิ้นเปลือง” แต่ในความเป็นจริง นี่คือกลยุทธ์การเพิ่มรายได้รัฐ อย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบภาษี เมื่อประชาชนเรียกหาใบเสร็จเพื่อลุ้นรางวัล ฐานภาษีก็ขยายตัวทันที รัฐมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การแจกฟรี แต่คือ การลงทุนเพื่อทำให้ระบบการเงินและการคลังของประเทศเข้ารูปเข้ารอย
โมเดลนี้ไม่ใช่ความคิดลอย ๆ แต่มี Case study ระดับโลก และเป็นแนวทางที่ พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง ในหลายประเทศ เช่น บราซิล เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีได้ราว 8–9% หรือ ไต้หวัน โมเดลต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสูง เพิ่มรายได้ภาษีเฉลี่ยถึง 20%
กรณีเหล่านี้ยืนยันชัดว่า การใช้ แรงจูงใจ (Incentive) ให้ประชาชนร่วมมือให้ผลดีกว่าการบังคับหรือการลงโทษ มาดูตัวเลข ROI (ความคุ้มค่าของการลงทุน) แบบคณิตศาสตร์ง่ายๆกันบ้าง ปัจจุบัน ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 8–9 แสนล้านบาท หากสามารถเพิ่มการจัดเก็บได้ในระดับเดียวกับไต้หวัน คือ ประมาณ 20% รัฐก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเกือบ 200,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่ต้นทุนของนโยบาย (เงินรางวัล) อยู่ที่ประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท คิดเป็นต้นทุนเพียง ประมาณ 3.3% เพื่อแลกกับรายได้หลักแสนล้าน
กล่าวอีกแบบคือ “ลงทุนหลักพันล้าน แต่มีโอกาสได้คืนหลักแสนล้าน”
และเปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ งบลงทุนภาครัฐในปัจจุบันอยู่ที่ราว 8 แสนล้านบาท หากนโยบายนี้ช่วยเพิ่มรายได้รัฐได้เพียง 1–2 แสนล้านบาท (คิดเป็น 12.5–25%) จะเป็นทรัพยากรเพิ่มเติมที่สามารถนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการ และบริการสาธารณะได้อย่างมหาศาล
ขุมทรัพย์ที่แท้จริงคือ “Big Data”
สิ่งที่รัฐจะได้ ไม่ใช่แค่เงินภาษี แต่คือ ข้อมูลเศรษฐกิจแบบ Real-time ที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น
- ข้อมูลระดับจุลภาค (Micro data): ตลาดใดขายอะไร เศรษฐกิจฐานรากเคลื่อนไหวอย่างไร
- รู้ทันทีว่าสินค้าแพงตรงไหน พื้นที่ใดมีความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
- นำ AI มาวิเคราะห์เพื่อออกแบบนโยบายและสวัสดิการได้ตรงจุด จากเดิมที่ต้อง “คาดเดา” หรือ “หว่านแห” จะเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง
ที่สำคัญที่สุดคือ สามารถดึงเศรษฐกิจนอกระบบ 9 ล้านล้านบาทขึ้นมาบนดิน
ปัจจุบันเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่ากว่า 9 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับ 14 ของโลก การบังคับเก็บภาษีโดยตรงเป็นเรื่องยาก และ สร้างแรงต้าน นโยบายนี้จึงเลือกใช้ ความหวังในการเป็นเศรษฐีเงินล้าน (วันละ 9 รางวัล) เป็นแรงจูงใจ ให้ประชาชนและผู้ประกอบการ สมัครใจเดินเข้าสู่ระบบเอง
ผลลัพธ์คือ
- ประชาชนได้ลุ้นรางวัล
- รัฐได้ฐานภาษีใหม่
- ประเทศได้ Big Data เพื่อการบริหารที่แม่นยำ เป็นสถานการณ์ Win–Win ทุกฝ่าย
เลิกปั่นวาทกรรม “ล็อกผล” แบบไร้หลักฐาน ระบบสุ่มจะถูกออกแบบมาให้ตรวจสอบได้ (Auditable)
เพราะสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการใช้งบแบบเดิมที่ “หว่านแห” และรั่วไหลมหาศาล เพราะขาดข้อมูลที่แม่นยำ การมี Big Data ผ่านนโยบายนี้ จะช่วยให้การใช้งบสวัสดิการในอนาคต ตรงเป้า โปร่งใส และคุ้มค่าภาษีประชาชนมากกว่าเดิม
นโยบายนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นประชานิยมแจกเงินแบบเก่า แต่ควรถูกมองว่าเป็น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของประเทศ
เป็นการเริ่มต้นวันนี้ เพื่อผลตอบแทนในอนาคต ทั้งในรูปของรายได้รัฐ และฐานข้อมูลที่มีมูลค่าเกินกว่าจะประเมินได้
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องวินัยการคลัง คำตอบอยู่ที่คำเดียวคือ “ผลตอบแทนจากการลงทุน” ซึ่งตัวเลขได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ม.ค. 69)





