
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Wealth & Investment Product ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่า ในปี 69 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของกลุ่มประเทศหลักเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น โดยทิศทางการลดดอกเบี้ยนโยบายได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วในปี 68 ทำให้นโยบายการเงินส่งผลต่อการลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับปี 68
ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 2 ครั้งในปี 69 โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3-3.25% ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.75% ไปอยู่ที่ 1% ภายในปี 69 โดยตลาดคาดว่า ทั้ง Fed, ECB และ BoJ จะยังไม่เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส 1/69 ซึ่งคาดว่านักลงทุนจะให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นมากกว่า โดยเฉพาะนโยบายการคลังและข้อมูลเศรษฐกิจ
นโยบายการคลังมีบทบาทต่อทิศทางตลาดมากขึ้น โดยระดับการขาดดุลงบประมาณการคลังต่อ GDP ของแต่ละประเทศ ในช่วงปี 65-68 สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 และคาดว่าจะยังเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 69-70 ขณะที่รัฐบาลจะเผชิญข้อจำกัดด้านการคลังจากระดับหนี้ภาครัฐฯ ต่อ GDP ที่สูง โดยเฉพาะ ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ส่งผลให้ความเสี่ยงของประเทศในระยะยาวสูงขึ้น ทำให้นักลงทุนต้องการส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือตราสารหนี้ระยะยาว (Term premium) เพิ่มขึ้น และส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าโดยเฉพาะสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนหนี้ภาครัฐฯ อยู่ในระดับสูง
ดังนั้นจึงมองว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินเยน จะยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ที่มีข้อจำกัดด้านการก่อหนี้สาธารณะน้อยกว่า เช่น จีน และอินเดีย ยังได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า สำหรับนโยบายการคลังของรัฐบาลประเทศหลักส่วนใหญ่ เน้นการเติบโตด้านเศรษฐกิจ ควบคู่กับ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะการพัฒนา AI และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ส่วนการใช้จ่ายทางด้านทหารและกลาโหมทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น สะท้อนความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น สนับสนุนการกระจายความเสี่ยงการลงทุนไปยังทองคำเพิ่มมากขึ้น
ด้านตลาดการเงินในปัจจุบันมีความอ่อนไหวต่อข้อมูลเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะ Fed ที่ปรับมาใช้นโยบายแบบตัดสินใจเป็นรายการประชุมมากขึ้น และขาดการส่งสัญญาณล่วงหน้าที่ชัดเจน ส่งผลให้ตัวเลขเศรษฐกิจมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์นโยบายการเงินของนักลงทุน และทำให้ราคาสินทรัพย์ผันผวนมากขึ้น รวมถึงปัจจัยด้านสภาพคล่องในตลาดที่ลดลง ภาวะตลาดในปัจจุบันมีความเปราะบางทั้งด้านโครงสร้างและกลไกของตลาด ทำให้การเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่แม้จะมากกว่าตลาดคาดเพียงปานกลาง แต่อาจก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของราคาในแต่ละสินทรัพย์อย่างมาก
นอกจากนี้การแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเพิ่มความไม่แน่นอนให้แก่ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค และส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินทรัพย์ในตลาดการเงิน ทำให้การแตกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นปัจจัยถาวร ซึ่งกำหนดบริบทของเศรษฐกิจและตลาดการเงินโลก มากกว่าที่จะส่งผลเฉพาะต่อความผันผวนระยะสั้น ดังนั้น กรอบการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนจำเป็นต้องยกระดับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ขึ้นมาเป็นสมมติฐานหลักในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ และการจัดพอร์ต แทนการมองว่าเป็นเพียง tail risk ดังเช่นในอดีต อย่างไรก็ดี เราคาดว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–เวเนซุเอลา จะส่งผลต่อเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และราคาน้ำมันโลกจำกัด แนะนำติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลาที่อาจเพิ่มอุปทานน้ำมันในตลาดโลกได้ ซึ่งอาจช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อโลกในระยะยาว
ทั้งนี้ SCB CIO ยังคงมุมมองบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยให้เน้นการลงทุน ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ภายใต้ธีม AI และคัดเลือกลงทุนในตลาด EM ในกรณีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ลุกลาม ส่วนของ ธีม AI ในปี 69 กำลังเปลี่ยนจากการเร่งลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปสู่ช่วงที่จะเกิดผลลัพธ์จริงบนผลประกอบการของบริษัท ทั้งด้านการเติบโตของรายได้และการลดต้นทุน เนื่องจากการประมวลผลของ AI เปลี่ยนจากการฝึก (training) ไปสู่การใช้งานจริง (Inference) มากขึ้น โดยบริษัทผู้พัฒนาโมเดล AI ชั้นนำ เริ่มรายงานรายได้เพิ่มมากขึ้น สะท้อนว่า AI สามารถนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจมากขึ้น ทำให้ผู้ชนะด้าน AI ในกลุ่มเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่จะเป็นบริษัทที่อยู่ตำแหน่งสำคัญใน AI value chain
ได้แก่ 1. กลุ่มระบบฐานรากและการประมวลผล เช่น กลุ่มหน่วยความจำ (HBM) กลุ่มดูแลระบบพลังงานและระบายความร้อน และโครงข่ายไฟฟ้า 2. กลุ่มระบบปฏิบัติการและกระบวนการทำงานอัจฉริยะ เช่น บริษัทซอฟต์แวร์ที่ฝัง Agentic AI ลงในระบบ 3. ระบบนิเวศข้อมูลและแพลตฟอร์มแบบครบวงจร เช่น บริษัทออกแบบชิปและพัฒนาโมเดล ส่วนกลุ่มบริษัทนอกเทคโนโลยี มีแนวโน้มที่ผู้ชนะจะเป็นบริษัทที่สามารถใช้ AI ลดต้นทุนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไร เช่น กลุ่มการเงิน รวมถึงกลุ่มสาธารณูปโภค ที่ได้รับประโยชน์จากการที่ศูนย์ข้อมูล AI มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น
การลงทุนธีม AI ปี 69 ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกเชิงลึก และการกระจายพอร์ตที่เหมาะสม แนะนำปรับพอร์ตลงทุนจากการเน้นลงทุนหุ้นเทคโนโลยีในฝั่งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ฝั่งกลุ่มข้อมูล แอปพลิเคชัน และพลังงาน (power) ส่วนบริษัทนอกกลุ่มเทคโนโลยี เน้นคัดเลือกบริษัทที่ใช้ AI เพื่อลดต้นทุน และรักษาอัตราการทำกำไร นอกจากนี้ การที่หุ้นกลุ่ม AI มีความกระจุกตัวมากในตลาดหุ้นสหรัฐ นักลงทุนควรหาโอกาสการลงทุนนอกสหรัฐ เช่น เกาหลีใต้ ที่เป็นผู้นำด้านชิปหน่วยความจำในห่วงโซ่อุปทาน AI และญี่ปุ่นที่ได้ประโยชน์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลและกำไรเติบโตแข็งแกร่ง รวมถึง ธุรกิจที่ได้ประโยชน์ทางอ้อมจาก AI เช่น พลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า นอกจากนี้ ควรเสริมพอร์ตด้วยทองคำ เพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยมหภาค และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
คำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำสร้างกระแสเงินสด โดยทยอยลงทุนระยะยาวในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้คุณภาพดีระยะสั้นของสหรัฐฯ ควบคู่กับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน REITs และ Private Assets เพื่อสร้างกระแสเงินที่สม่ำเสมอ ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต ให้เน้นลงทุนในกองทุนรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้อานิสงส์หลักจากธีม AI ควบคู่กับสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ต โดยลงทุนในกองทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีกลุ่มบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI และตลาดหุ้นจีน (All-Share) ที่รัฐบาลมีนโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการยกระดับศักยภาพ AI รวมถึง ตลาดหุ้นอินเดีย ที่ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ
นอกจากนี้ ควรลงทุนในทองคำเพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยมหภาคด้วย ส่วน พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง ต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำเน้นลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับธีม AI ได้แก่ กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ที่การลงทุนด้าน AI และ Data Center หนุนการเติบโตของกำไร กลุ่มเทคโนโลยีจีน ที่การลงทุน AI เริ่มสร้างรายได้จริง และทางการจีนมีแผนสนับสนุนการลงทุนภาคเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน ที่ได้อานิสงส์จาก AI เช่นเดียวกับกลุ่มเทคโนโลยี แต่ Valuation ยังต่ำกว่า มีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงกว่า และผันผวนน้อยกว่า และกลุ่มเฮลท์แคร์ ที่กำไรยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีแรงสนับสนุนจากงานวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่คาดว่าจะมีความคืบหน้าในไตรมาส 1/69
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ม.ค. 69)





