อินโดนีเซียจี้คุมเข้มมาตรการกักกันโรค สกัดไวรัสนิปาห์ระบาดเข้าประเทศ

เบนจามิน เพาลุส ออกตาเวียนุส รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขอินโดนีเซีย ย้ำถึงการยกระดับมาตรการกักกันโรค เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah) เข้าสู่อินโดนีเซีย

ปัจจุบันยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ภายในอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม การเฝ้าจับตายังคงต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะจุดผ่านเข้าออกพรมแดนทั่วประเทศ

เบนจามินกล่าวว่า “การควบคุมที่เข้มงวดคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ด้วยความเข้มงวดนี้ มาตรการกักกันโรคของเราต้องแข็งแกร่งขึ้น เมื่อใดก็ตามที่ผมเยี่ยมเยียนสนามบินในอินโดนีเซีย ผมมักจะไปยังศูนย์กักกันโรคเสมอ … ซึ่งในภาพรวมถือว่าระบบทำงานได้ดี” โดยไวรัสนิปาห์มีความสามารถในการแพร่ระบาดที่สูงและอัตราการเสียชีวิตที่รุนแรง แม้จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วโลกจะยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับสถานการณ์ของโควิด-19 ก็ตาม

เบนจามินกล่าวว่า “สนามบินในไทยมีมาตรการที่เข้มงวดมาก ขณะที่อินเดียเองก็มีการปิดกั้นพื้นที่ … ยอดผู้ติดเชื้อรวมทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2541 ยังไม่ถึง 1,000 ราย ซึ่งต่างจากโควิด แต่หากเกิดการติดเชื้อขึ้นจริง จะพบว่า ไวรัสสามารถติดต่อกันได้ง่ายมาก”

“ไวรัสนี้อันตรายมาก แต่เมื่อเทียบกับประชากร 1.5 พันล้านคนในอินเดียแล้ว ยังคงพบผู้ติดเชื้อเพียง 2 ราย ดังนั้นเราจึงต้องเฝ้าระวังและเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของระบบควบคุม ณ จุดผ่านเข้าเมืองต่อไป” เบนจามินกล่าว

ไวรัสนิปาห์ซึ่งมีค้างคาวกินผลไม้และสัตว์บางชนิดเช่นหมูเป็นพาหะ สามารถทำให้เกิดอาการไข้และสมองอักเสบ โดยมีอัตราการเสียชีวิตระหว่าง 40% – 75% อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่การส่งผ่านเชื้อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายนัก และโดยปกติจะต้องมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อเป็นเวลานาน

ทั้งนี้ ไวรัสนิปาห์มักจะแพร่กระจายสู่มนุษย์จากค้างคาวที่ติดเชื้อ หรือผลไม้ที่ปนเปื้อนจากค้างคาวเหล่านั้น

ปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีการรับรองตัวยาต้านไวรัสหรือวัคซีนไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ แนวทางการรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการ เพื่อประคองระบบการทำงานของร่างกายและป้องกันโรคแทรกซ้อนเป็นหลัก

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.พ. 69)