
ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันนี้ (5 ก.พ) นำโดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ร่วงลงกว่า 3% ตามทิศทางตลาดวอลล์สตรีทที่ดิ่งลงเนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 53,898.35 จุด ลดลง 395.01 จุด หรือ -0.73%, ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ 4,059.91 จุด ลดลง 42.29 จุด หรือ -1.03% และดัชนีฮั่งเส็งตลาดปิดภาคเช้าที่ระดับ 26,506.33 จุด ลดลง 340.99 จุด หรือ -1.27%
ดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียปรับตัวลง 0.45% ส่วนดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดิ่งลง 3.66% โดยหุ้นบริษัทผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Samsung ร่วงลง 5.68% และหุ้น SK Hynix ร่วงลง 5.44% ส่วนหุ้นกลุ่มยุทโธปกรณ์ปรับตัวลงเช่นกัน นำโดยหุ้น Hanwha Aerospace ร่วงลง 5.36%
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นเอเชียถูกกดดันจากการร่วงลงของดัชนี S&P500 และ Nasdaq ตลาดหุ้นนิวยอร์ก เนื่องจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงเผชิญกับแรงเทขาย ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับมูลค่าหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีที่สูงเกินไป
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานในช่วงเช้าวันนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลียรายงานว่า ออสเตรเลียมียอดเกินดุลการค้าในเดือนธ.ค. 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับ 3.37 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (2.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากระดับ 2.60 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในเดือนพ.ย. แต่ตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 3.42 พันล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย
ปัจจัยที่ทำให้ยอดเกินดุลการค้าของออสเตรเลียอยู่ในระดับต่ำกว่าคาดนั้น มาจากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างซบเซา โดยยอดส่งออกเดือนธ.ค. กระเตื้องขึ้นเพียง 1% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากที่ลดลง 2.9% ในเดือนพ.ย. ส่วนการนำเข้าเดือนธ.ค.ลดลง 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อสูงและการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย
ด้านสำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์รายงานว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่สองในเดือนม.ค. แต่ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ธนาคารกลางยังคงมีโอกาสที่จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ทั้งนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ ปรับตัวขึ้น 2% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งแม้ว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% แต่ก็ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์กำหนดไว้ที่ 2% – 4%
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)





