
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียในวันพฤหัสบดี (5 ก.พ.) ว่า สหรัฐฯ ต้องการบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ดีกว่าเพื่อมาแทนที่สนธิสัญญาเดิมที่เคยทำไว้กับรัสเซียเมื่อนานมาแล้ว
แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซีย หมดอายุลง ซึ่งสร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันในการสะสมอาวุธรอบใหม่ทั่วโลก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ทรัมป์ ซึ่งเคยปฏิเสธข้อเสนอในการขยายระยะเวลาบังคับใช้ข้อจำกัดด้านจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาลดอาวุธทางยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START) ออกไปอีก 1 ปี ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2554 เป็นการเจรจาที่ผิดพลาดและทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ
ภายใต้สนธิสัญญา New START นั้น สหรัฐฯ และรัสเซียถูกจำกัดให้มีหัวรบนิวเคลียร์ที่ติดตั้งพร้อมใช้งานไม่เกิน 1,550 หัวรบ เครื่องยิงขีปนาวุธทั้งแบบติดตั้งและไม่ติดตั้งรวม 800 เครื่อง และยานยนต์ลำเลียงอาวุธที่ติดตั้งพร้อมใช้งาน 700 ลำซึ่งรวมถึงขีปนาวุธข้ามทวีปและเครื่องบินทิ้งระเบิดหนักที่ติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์ระบุผ่านทรูธ โซเชียลว่า “แทนที่จะขยายเวลา New START …เราควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ของเราจัดทำสนธิสัญญาใหม่ที่ดีขึ้นและทันสมัยยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถบังคับใช้ได้ในระยะยาวไปจนถึงในอนาคต”
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคงยืนกรานที่จะดึงจีนเข้ามาร่วมในการเจรจาลดอาวุธในอนาคตด้วย แม้จีนเร่งขยายขีดความสามารถทางนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว แต่ทางการจีนยังไม่แสดงท่าทีเต็มใจที่จะยอมรับแนวคิดของทรัมป์ โดยจีนโต้แย้งว่า คลังแสงนิวเคลียร์ของตนมีขนาดเล็กกว่าของสหรัฐฯ หรือรัสเซียมาก ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์รวมกันถึง 90% ของโลก
ทั้งนี้ สนธิสัญญา New START ได้รับการลงนามเมื่อปี 2553 และมีผลบังคับใช้ในเดือนก.พ.ของปีถัดมา โดยมีกำหนดระยะเวลาเบื้องต้น 10 ปี ต่อมาในปี 2564 เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งต่อจากทรัมป์ สหรัฐฯ และรัสเซียได้ขยายเวลาของสนธิสัญญาออกไปอีก 5 ปี ซึ่งได้สิ้นสุดลงในวันพุธนี้ (4 ก.พ.)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.พ. 69)





