“เอกนิติ” ประกาศชัดสานต่อ “คนละครึ่ง พลัส” – เดินหน้าลงทุนผ่าน Thailand FastPass

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่า รัฐบาลใหม่จะเดินหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” อย่างแน่นอน แต่ต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยก่อน โดยระหว่างนี้ ยังมีเวลาในการออกแบบรายละเอียดของโครงการ ซึ่งจะเน้นความต่อเนื่องในการเพิ่มทักษะให้กับทั้งร้านค้าและประชาชน ผ่านการใช้เทคโนโลยี-AI

“ยืนยันว่า คนละครึ่ง พลัส เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เป็นนโยบายที่มีความสำคัญ จะมีการเดินหน้าต่อแน่นอน แต่ความชัดเจนต้องรอรัฐบาลใหม่ก่อนว่าจะจัดตั้งได้เมื่อไร ดังนั้น ช่วงนี้ก็มีเวลาในการออกแบบโครงการ เตรียมความพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์หรือวงเงินใช้จ่าย เรามีต้นแบบ มีวิธีคิดวิธีทำแล้ว พอมีรัฐบาลเรียบร้อย ก็จะสามารถขับเคลื่อนโครงการได้อย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนกับรอบที่ผ่านมาที่มีเวลาขับเคลื่อนไม่ถึง 1 เดือน และครั้งนี้ ก็หวังว่าโครงการจะช่วยกระตุ้นสั้น แต่ได้ผลยาว และกระจายตัวเช่นเดิม” รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าว

สำหรับงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินโครงการนั้น เบื้องต้นต้องรอความชัดเจนก่อนว่าจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้เร็วแค่ไหน และโครงการจะออกได้เหมือนไร หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว ก็คาดว่าจะสามารถใช้งบกลางปี 2569 เข้ามาดำเนินการได้ แต่ถ้าช้า ก็อาจจะต้องขยับไปใช้งบกลางปี 2570 หรืออาจจะต้องทำเป็น 2 รอบ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางการเมืองด้วย

พร้อมระบุว่า จะเร่งเดินหน้าผลักดันการลงทุนผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีวงเงินกว่า 4.8 แสนล้านบาท ผ่านโครงการ Thailand FastPass โดยโครงการนี้สามารถทำต่อได้ทันที คาดว่าจะช่วยขับเคลื่อนให้เม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ทยอยลงสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในปีนี้ ซึ่งจะเป็นการโชว์ศักยภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างชาติ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่ไทยยังมีจุดแข็ง อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ เป็นต้น

นายเอกนิติ มองว่า ปีนี้ จะเป็นปีที่ไทยยกระดับเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มศักยภาพการลงทุน ที่จะเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในปีนี้ โดยรัฐบาลได้วางนโยบายไว้ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา และหลังจากนี้จะเป็นการขยายผลต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการยกระดับการลงทุน ทั้งการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ จะช่วยยกระดับประเทศไทยไม่ให้เป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” และกลับมาเป็นคนที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้น ผ่านการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการกระจายตัวให้รายได้ของประเทศดีขึ้น กระจายไปสู่ประชาชน ทั้งในระดับมนุษย์เงินเดือน SMEs ชุมชน และภาคธุรกิจ ผ่านการดำเนินการที่ต่อเนื่องของนโยบาย

รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ประเมินว่า งบประมาณรายจ่ายปี 2570 น่าจะเริ่มใช้ได้อย่างช้าสุดไม่เกิน 2-3 เดือน หรือราวเดือน พ.ย.-ธ.ค.69 จากปกติที่งบประมาณปี 2570 จะต้องเริ่มใช้ในวันที่ 1 ต.ค.69 แต่ส่วนตัวอยากเห็นเร็วกว่านั้น เพราะหากงบประมาณล่าช้า อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ได้ ดังนั้นหากจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด มีงบประมาณใช้ดีที่สุด ก็จะเป็นประโยชน์ในการสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

“จากการคาดการณ์ส่วนตัว มองว่าช้าสุดคง 2-3 เดือน แต่ถ้าเร็วกว่านั้นได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องนี้ขึ้นกับหลายปัจจัย ทั้งการรับรองผลการเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาลใหม่ ใจจริงเราอยากให้เร็วที่สุดอยู่แล้ว จะได้ไม่เกิดอุปสรรค แต่สิ่งที่รัฐบาลได้ทำตั้งแต่ก่อนยุบสภา คือให้แต่ละหน่วยงานเตรียมจัดทำงบปี 70 ไว้แล้ว ดังนั้นคิดว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่เมื่อไร ก็อาจจะมีการปรับรายละเอียดเล็กน้อย ซึ่งเราจะพยายามทำให้เร็วที่สุด เพราะไม่อยากให้มีการหยุดชะงัก เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ส่วนที่ถามว่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุดแค่ไหน ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ตอบได้ยาก” นายเอกนิติ ระบุ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.พ. 69)