
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มทุนเทาและขบวนการสแกมเมอร์ ก่อนครบกำหนดมาตรการอายัดทรัพย์
ตามที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการยึดอายัดทรัพย์กลุ่มสแกมเมอร์ 9.2 พันล้านบาท โดยมีระยะเวลาในการยึด อายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 68 – 1 มี.ค.69 ซึ่งจากวันนี้เหลือเวลาเพียงไม่เกิน 18 วันเท่านั้น ในการดำเนินการส่งอัยการฟ้อง เพื่อนำสู่การฟ้องศาลเพื่อยึดทรัพย์เหล่านี้ ให้ตกเป็นของรัฐอย่างชัดเจน
นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า แม้รัฐบาลรักษาการอาจไม่มีอำนาจโดยตรง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ปปง.ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้การยึดอายัดทรัพย์มีประสิทธิภาพ และสามารถขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ที่ผ่านมา ยังพบบุคคลหรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าวไปมีบทบาทในโครงการอื่น เช่น โครงการสแกนม่านตา โดยยังไม่มีมาตรการป้องกันการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินอย่างชัดเจน
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคปชป. ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันแต่แรกแล้วว่า กลุ่มที่ถูกอายัดทรัพย์สินนั้น เป็นเพียงส่วนเดียวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แต่ยังมีคนไทยอื่น ๆ สมคบคิดเป็นนอมินีในการสมคบต่างชาติด้วย ดังนั้น ภาครัฐควรดำเนินการต่อเนื่อง และย้ำว่าไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะอยู่ในสถานะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็จะเอาจริงเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
1. การดำเนินการยึดอายัดทรัพย์ของ ปปง. ตั้งแต่ช่วงวันที่ 2 ธ.ค.68 เป็นไปอย่างถูกต้อง มีหลักฐานความผิดในข้อหาอั้งยี่-ซ่องโจร-ฉ้อโกงประชาชน-ฟอกเงิน โดยมีผู้เสียหายกว่า 700 ราย พบเส้นทางฟอกเงินมีโอนต่อเป็นทอด ๆ มาถึงบัญชีเหล่านี้ ดังที่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะให้เป็นที่ทราบกันแล้วทั่วโลก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลและทุกหน่วยงาน รวมทั้ง ปปง. ต้องดำเนินการขั้นต่อไปอย่างจริงจัง
เรื่องนี้จะเป็นการทดสอบ “การเมืองสุจริต” ของรัฐบาลไทย และ เป็นการรักษาศักดิ์ศรี และ ความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ประเทศไทยจะต้องไม่ยอมให้กลายเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของการกระทำผิดของกลุ่มสแกมเมอร์ และ ทุนเทา
2. จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มผู้กระทำความผิด และ สถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเช่น กลุ่ม Capital Asia Investment (CAI) ยังมีความเกี่ยวข้องกับคดีสแกนม่านตาคนไทย 1.2 ล้านคน ซึ่ง DSI สรุปสำนวนคดี ส่ง ป.ป.ช.ไต่สวนข้อเท็จจริง ม.157 ข้าราชการฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่กระทรวงดีอี รวม 6 ราย ไปแล้วด้วย จึงถือว่า เป็นกลุ่มอาชญากรรมร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่ง
3. จากการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ ยังพบแหล่งสินทรัพย์และหลักทรัพย์ของกลุ่มบุคคลที่ถูกยึดอายัดทรัพย์กลุ่มนี้ แต่ยังไม่ถูกยึด อายัด และตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ครบถ้วน ตามเรื่องที่พรรคได้นำเสนอตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน และ กำลังรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อเตรียมเสนอให้ขยายวงหลักทรัพย์ และ กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป
ทั้งนี้ การดำเนินการในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่า รัฐบาล ปปง. และทุกหน่วยงานภาครัฐ จะได้ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการสู้ภัยสแกมเมอร์ และปกป้องศักดิ์ศรี ของตลาดทุนไทย และ ประเทศไทยในสายตาชาวโลกให้สง่างาม จึงอยากให้ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.พ. 69)





