
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ SMEs และดัชนีความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ประจำไตรมาส 4/68 ซึ่งเป็นการสำรวจจากผู้ประกอบการ 655 ตัวอย่างทั่วประเทศ ในระหว่างวันที่ 26-30 ม.ค.68 พบว่า ดัชนีสถานการณ์ธุรกิจ ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ 47.8
ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ มองว่าสถานการณ์ธุรกิจในไตรมาส 4/68 ว่า รายได้/ยอดขาย ลดลง, ยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้กำไรสุทธิลดลง ในขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยหากมองแนวโน้มสถานการณ์ธุรกิจในอีก 6 เดือนข้างหน้า จะพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ ยังคงมองว่ารายได้/ยอดขาย จะเท่าเดิม, ยอดคำสั่งซื้อเท่าเดิม ในขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่าย ยังคงเพิ่มขึ้น
ส่วนดัชนีความสามารถในการทำธุรกิจ ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ระดับ 47.7 โดยผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่ มองว่าความสามารถในการทำธุรกิจในปัจจุบันยังคงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของคุณภาพสินค้าและบริการ, เทคโนโลยีและนวัตกรรม, การสร้างแบรนด์และการรับรู้, ความสามารถของพนักงาน, ความสามารถในการชำระหนี้ ในขณะที่การเข้าถึงแหล่งทุนลดลง, ความสามารถในการสร้างความแตกต่างลดลง และความสัมพันธ์กับลูกค้าลดลง
ส่วนดัชนีความยั่งยืนของธุรกิจ ไตรมาส 4/68 อยู่ที่ระดับ 46.6 โดยผู้ประกอบการ SMEs ส่วนใหญ่เห็นว่าความยั่งยืนของธุรกิจในปัจจุบันยังคงเท่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องความสามารถในการรักษากำไร, การใช้พลังงานสะอาด, การปรับธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, ความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจในช่วงวิกฤติ, การกำกับดูแลกิจการที่ดี (บรรษัทภิบาล), การฝึกอบรมทักษะพนักงาน (Upskill & Reskill) และอัตราการลาออกของพนักงาน แต่มีเพียงประเด็นเดียวที่ลดลง คือ ความหลากหลายของแหล่งรายได้
นายวชิร คูณทวีเทพ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า สถานการณ์ธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEsที่ยังอยู่ต่ำกว่าระดับปกติที่ 50 นั้น เป็นผลจากผู้ประกอบการยังประสบปัญหาในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาที่สำคัญในเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ หรือการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ทำได้ยาก ซึ่งส่วนหนึ่งภาคธุรกิจเองต่างมีภาระหนี้สินค้างชำระ หรือมี NPL สูง โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จากภาวะดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่ในระดับสูง ธุรกิจขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน ดังนั้นจึงทำให้ธนาคารพาณิชย์ขาดความมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อ
“ธุรกิจขนาดกลางสามารถปรับตัวได้ เพราะได้รับอานิสงส์จากมาตรการช่วยเหลือด้านสินเชื่อจากภาครัฐ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กยังประสบปัญหา ในเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนที่ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะธนาคารไม่เชื่อมั่นในการปล่อยสินเชื่อ” นายวชิร ระบุ
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการได้มีข้อเสนอแนะ และสิ่งที่ต้องการได้รับการช่วยเหลือในการดำเนินธุรกิจ ดังนี้
1. การขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการอนุมัติสินเชื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และมีการพักชำระหนี้ หรือการปรับโครงสร้างหนี้
2. การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยการยกเว้นภาษีสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น (Start up) รวมถึงมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟ เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจ
3. ช่วยโปรโมทสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยสนับสนุนให้มีการจัดงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs
4. การจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ โดยการทำบัญชี และภาษีอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)





