GPSC กำไรปี 68 โตกระฉูด 58% แม้ Q4 แผ่ว อานิสงส์ไซยะบุรี-ลานีญาหนุนน้ำเต็มเขื่อน

บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ [GPSC] เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 4/68 มีกำไรสุทธิ 1,498 ล้านบาท ลดลง 244 ล้านบาท หรือ 14% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/68 สาเหตุหลักเนื่องจากกำไรขั้นต้น 4,871 ล้านบาท ลดลง 846 ล้านบาท หรือ 15% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกำไรส่วนเพิ่ม (Contribution Margin) เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนจากรายละเอียดดังนี้

โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP): มีปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลงตามฤดูกาล ประกอบกับมีการหยุดดำเนินการผลิตเพื่อซ่อมบำรุงตามแผนงาน ขณะเดียวกัน ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ลดลง จากการสิ้นสุดสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าโกลว์เอสพีพีสิบเอ็ด ระยะที่ 1 (GSPP11 Phase 1) ในเดือนตุลาคม 2568

โรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) จากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ค่าความพร้อมจ่ายลดลงตามฤดูกาล (Weight Time Factor) ประกอบกับค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) ลดลง ซึ่งเป็นผลจากค่าความร้อนที่เรียกเก็บจาก กฟผ. ต่ำกว่าค่าความร้อนทางบัญชีเนื่องจากมีการนำถ่านหินในสต็อกเดิมมาใช้งานให้มากที่สุด

โรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี: สาเหตุหลักมาจากรายได้ค่าความพร้อมจ่ายในไตรมาส 4/68 มีชั่วโมงการเดินเครื่องครบตามสัญญา

โรงไฟฟ้าห้วยเหาะ: รายได้ลดลงตามการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. ตามฤดูกาล

ค่าใช้จ่ายคงที่: ปรับตัวเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักจากค่าซ่อมบำรุงตามแผนงานและค่าใช้จ่ายดำเนินงานตามช่วงเวลา

ขณะที่ รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น 359 ล้านบาท ลดลง 717 ล้านบาท หรือ 67% สาเหตุหลักเนื่องจากในไตรมาส 3/68 มีการรับรู้กำไรจากการขายหุ้น 3.03% ในบริษัท Avaada Energy Private Limited (AEPL) 788 ล้านบาท (กำไรที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นสุทธิจำนวน 745 ล้านบาท หลังหักภาษีเงินได้ 220 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริง 177 ล้านบาท)

บริษัทฯ มีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 291 ล้านบาท จาก 9 ล้านบาทในไตรมาส 3/68 สาเหตุหลักเนื่องจากในไตรมาส 3/68 มีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหุ้น 3.03% ใน AEPL จำนวน 177 ล้านบาท ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ส่งผลให้รับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากการแปลงค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐของบริษัท จีพีเอสซี ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (GPSCTC) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD

ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 749 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 208 ล้านบาท หรือ 38% จากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าที่ปรึกษาพัฒนาธุรกิจ เงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 1,233 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,596 ล้านบาท หรือ 440% จากไตรมาส 3/68 โดยมีปัจจัยสำคัญดังนี้:

โครงการร่วมทุนในพลังงานลมนอกชายฝั่ง (CFXD) ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล (High Season ของพลังงานลม) และได้รับเงินชดเชยตามเงื่อนไขการรับประกันอัตราความพร้อมใช้งานของกังหันลม (WTG)

โครงการ AEPL: ผลประกอบการดีขึ้นตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามค่าความเข้มแสงตามฤดูกาล

โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำไซยะบุรี (XPCL): ผลประกอบการลดลงตามฤดูกาล เนื่องจากปริมาณน้ำที่ต่ำกว่าในไตรมาส 3/68

โครงการ NUOVO+: ผลประกอบการลดลงจากการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจแบตเตอรี่

โครงการ RPCL: มีการรับรู้กำไรทางบัญชีจำนวน 515 ล้านบาท จากการเปลี่ยนสถานะเป็นบริษัทร่วมฯ ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้: จำนวน 206 ล้านบาท ลดลง 136 ล้านบาท หรือ 40% เนื่องจากในไตรมาส 3/68 มีภาษีจากการขายหุ้น AEPL ต้นทุนทางการเงิน: จำนวน 1,207 ล้านบาท ลดลง 33 ล้านบาท หรือ 3% จากการชำระคืนเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ลดลง

ด้านผลประกอบการงวด 12 เดือนปี 68 กำไรสุทธิ 6,399 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,337 ล้านบาท หรือ 58% เมื่อเทียบกับงวดปี 67 สาเหตุหลักเนื่องจากเงินปันผลรับและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า 1,579 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,086 ล้านบาท หรือ 220% เนื่องจากโรงไฟฟ้า XPCL ผลประกอบการดีขึ้นจากปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ตามปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นจากจีนและปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับ ในไตรมาส 3/67 มีการหยุดเดินเครื่องจำนวน 17 วัน ขณะที่ในปี 68 เดินเครื่องตามปกติตลอดทั้งปี

ประกอบกับ RPCL มีการรับรู้กำไรทางบัญชี 515 ล้านบาท จากการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน 9.375% ส่งผลให้มีการเปลี่ยนสถานะจากเงินลงทุนในตราสารทุนเป็นบริษัทร่วมฯ โดยมีมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนสูงกว่าราคาเข้าซื้อตามสัดส่วนดังกล่าว

ขณะที่โครงการ AEPL ผลประกอบการดีขึ้น ตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากโครงการที่เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้น และมีการรับรู้รายได้ทางภาษีในไตรมาส 2/68 ซึ่งรับรู้เป็นขาดทุนในปี 67 จากการไถ่ถอนตราสารหนี้ก่อนกำหนดในปี 67 ขณะที่ CFXD ผลประกอบการปรับตัวลดลง เนื่องจากภายหลังการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1/68 มีกังหันลมบางส่วนอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ส่งผลให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าและรายได้ต่ำกว่าระดับปกติ ขณะที่มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ต้นทุนทางการเงิน และค่าเสื่อมราคาเต็มจำนวนภายหลังการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์

ขณะที่ TSR ผลประกอบการลดลง เนื่องจากไม่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรของ TSR ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 หลังจากได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement : SPA) ของ TSR กับบริษัทคู่ค้าเรียบร้อยแล้ว NUOVO+ มีผลประกอบการลดลงสาเหตุหลักมาจากการพิจารณาปรับลดมูลค่าสินทรัพย์บางส่วนตามแผนงาน เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่ของบริษัท

ทั้งนี้ ต้นทุนทางการเงิน 5,120 ล้านบาท ลดลง 765 ล้านบาท หรือ 13% จากการชำระคืนเงินกู้บางส่วน และจ่ายคืนเงินกู้ก่อนกำหนด ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยลดลง รายได้และค่าใช้จ่ายอื่น 1,970 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 512 ล้านบาท หรือ 35% สาเหตุหลักมาจากมีการรับรู้กำไรจากการขายหุ้นใน AEPL จำนวน 788 ล้านบาท และการบันทึกกลับรายการประมาณการหนี้สินเป็นรายได้เนื่องจากสิ้นสุดข้อพิพาทกับ กฟผ. เรื่องความเห็นที่แตกต่างกันในวันสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของบริษัทย่อยแห่งหนึ่ง 222 ล้านบาท หักลบกับการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้งาน

ในงวดปี 67 มีการรับรู้รายได้จากเงินชดเชยค่าความเสียหายจากบริษัทประกันภัยกรณีโรงไฟฟ้า GEN Phase 5 หยุดเดินเครื่องนอกแผนงานในปี 2507 จำนวน 431 ล้านบาท ประกอบกับการบันทึกการปรับมูลค่าเงินลงทุนในกิจการร่วมค้าของบริษัท ไทยโซล่าร์รีนิวเอบิล จำกัด (TSR) ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและเพื่อให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดในอนาคต 172 ล้านบาท

ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 9,397 ล้านบาท ลดลง 349 ล้านบาท หรือ 4% จากการลดลงตามการตัดค่าเสื่อมสอดคล้องกับอายุโรงไฟฟ้าและสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าที่ครบอายุ ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 56 ล้านบาท ขณะที่งวดปี 67 ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 258 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากในปี 68 รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจากการขายหุ้นใน AEPL ประกอบกับ กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงจากการบันทึกแปลงมูลค่าเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐที่บริษัท GRSCTW กู้ผ่านบริษัท GPSCTC เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการ CFXD โดยสิ้นงวดปี 68 ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับปี 67 ที่ค่าเงินดอลลาร์ไต้หวันใหม่อ่อนค่า

ด้านกำไรขั้นต้น 20,960 ล้านบาท ลดลง 24 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการลดลงของกำไรผันแปร (Contribution Margin) ของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) จากโรงไฟฟ้าศรีราชา ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลง เนื่องจากจ่ายไฟฟ้าครบตามชั่วโมงที่ระบุในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ในเดือนพฤษภาคม 68 และโรงไฟฟ้าห้วยเหาะ สาเหตุหลักเนื่องจากขาดทุนจากการแปลงค่างบการเงินเนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า

ขณะที่มีกำไรผันแปรเพิ่มขึ้นจากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน มีค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) เพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการถ่านหินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างรายได้ค่าถ่านหินที่สามารถเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และต้นทุนราคาถ่านหินเฉลี่ยทางบัญชีลดลง โรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี สาเหตุหลักมาจากค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) เพิ่มขึ้น จากการเรียกรับไฟฟ้าจาก กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น

ประกอบกับกำไรผันแปรของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ลดลง สาเหตุหลักปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ลดลงเนื่องจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. ของโรงไฟฟ้า GSPP3 หมดอายุในเดือนสิงหาคม 67 และเดือนมีนาคม 68 และ GSPP11 Phase 1 หมดอายุในเดือนตุลาคม 68 ตามลำดับ ขณะที่ค่าเชื้อเพลิงส่วนต่าง (Energy margin) เพิ่มขึ้นจากการปรับลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งช่วยชดเชยผลกระทบจากการปรับลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ขณะที่ค่าใช้จ่ายคงที่ปรับตัวลดลง สาเหตุหลักมาจากค่าเบี้ยประกันภัยโรงไฟฟ้าลดลง เนื่องจากการบริหารความเสี่ยงและมาตรการความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไม่มีเหตุการณ์กระทบการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา และส่งผลให้ค่าเบี้ยประกันภัยของโรงไฟฟ้าลดลงในปี 68

ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 603 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 303 ล้านบาท หรือ 101% สาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เกิดจากกำไรจากการขายหุ้น AEPL จำนวน 220 ล้านบาท ประกอบกับปี 67 มีการปรับปรุงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ของปี 66 จากการใช้ประโยชน์ของผลขาดทุนสะสมทางภาษีและภาษีเงินได้รอตัดบัญชี ส่งผลให้ภาพรวมรายการภาษีเงินได้ปี 67 น้อยกว่าปี 68 ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร จำนวน 2,327 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 156 ล้านบาท หรือ 7% จากสาเหตุหลักมาจากค่าใช้จ่ายดำเนินงานและค่าที่ปรึกษาพัฒนาธุรกิจ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.พ. 69)