
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ชี้แจงกรณีที่มีการแชร์ข่าวว่า “ไวรัสนิปาห์ถึงไทยแล้ว” ไทยตรวจพบไวรัสนิปาห์แล้ว โดยพบที่โรงพยาบาลศิริราช 1 เคส และพบที่จังวัดจันทบุรีอีก 6 เคสนั้น กรมควบคุมโรค ได้ทำการตรวจสอบแล้ว ยืนยันว่า ยังไม่พบผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ในไทยแต่อย่างใด
สำหรับไวรัสนิปาห์ เป็น 1 ใน 13 โรคติดต่ออันตราย เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของสัตว์พาหะนำโรค คือ ค้างคาวผลไม้ หรือ สุกร ม้า แมว แพะ แกะ ซึ่งรับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้
โดยการติดต่อ จะติดต่อจากคนสู่คน เกิดจากการสัมผัสกับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด หรือน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อ อาการเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายไข้หวัด อาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้หากเข้ารับการรักษาช้า
ส่วนการป้องกัน แนะนำให้ล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่ เมื่อสัมผัสกับสัตว์ โดยเฉพาะ “ค้างคาวผลไม้”
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์โรคในต่างประเทศควบคู่กับการเฝ้าระวังเชิงรุกภายในประเทศอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
อย่างไรก็ตาม กรมควบคุมโรคได้ดำเนินมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรอง และเตรียมความพร้อมตามแผนรับมือภาวะฉุกเฉินอย่างเคร่งครัด การซักซ้อมกระบวนการเตรียมความพร้อมในครั้งนี้ มุ่งเน้นการทบทวนและยกระดับประสิทธิภาพ ขั้นตอนการดำเนินงานอย่างรอบด้าน ทั้งการวิเคราะห์จุดแข็ง ประเด็นที่ควรพัฒนา และสรุปบทเรียนเพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ ระบบคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกประเทศ การประสานข้อมูลระหว่างคณะทำงาน การสอบสวนโรคและติดตามผู้สัมผัสอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการสื่อสารความเสี่ยงต่อสาธารณะอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารและคำแนะนำในการป้องกันตนเองที่ถูกต้อง ชัดเจน และทันต่อสถานการณ์ ลดความสับสนและความตื่นตระหนก พร้อมทั้งลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรค ด้วยกลไกการตอบโต้ที่รวดเร็วและเป็นระบบ
นอกจากนี้ ยังมีการฝึกซักซ้อมแบบบนโต๊ะ (Table Top Exercise) ตามสถานการณ์สมมติ เพื่อทดสอบความพร้อมของหน่วยงานในสังกัดกรมควบคุมโรคและภาคีเครือข่าย โดยตรวจสอบกระบวนการขั้นตอน (Flow) แนวการปฏิบัติ (SOP) ตลอดจนแผนงานและนโยบาย ว่ามีขีดความสามารถและประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้ได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะยังไม่พบผู้ป่วย แต่การซักซ้อมกระบวนการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่องถือเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ช่วยให้สามารถตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบสาธารณสุขของประเทศในระยะยาว
กรมควบคุมโรค ขอยืนยันว่า ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังและกลไกตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนอย่างสูงสุด
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)





