
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนม.ค.69 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 8,418 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า (ธ.ค.68) 3,231 ราย หรือเพิ่มขึ้น 62.29% แต่หากเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (ม.ค.68) จะลดลง 444 ราย หรือลดลง 5.01% โดยทุนจดทะเบียนของธุรกิจตั้งใหม่ในเดือนม.ค.69 อยู่ที่ 24,375 ล้านบาท ลดลง 575 ล้านบาทเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 2.30%
ทั้งนี้ มีนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนจัดตั้งใหม่เกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 2 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียน รวมทั้งสิ้น 9,050 ล้านบาท คือ 1. บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด ทุนจดทะเบียน 5,050 ล้านบาท ประกอบธุรกิจวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพ และ 2. บริษัท ทวีลาภ 698 จำกัด ทุนจดทะเบียน 4,000 ล้านบาท ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้า ซื้อขาย จัดส่ง จัดหา สำรวจ พัฒนา แปรสภาพ และวางแผน
โดยเมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 238 ราย เพิ่มขึ้น 195 ราย คิดเป็น 453.49% ทุนจดทะเบียน 118.30 ล้านบาท 2) ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร มีจำนวน 398 ราย เพิ่มขึ้น 62 ราย คิดเป็น 18.45% ทุนจดทะเบียน 626.49 ล้านบาท และ 3) เกี่ยวกับบัญชีการทำบัญชี และการตรวจสอบบัญชี การให้คำปรึกษาด้านภาษี มีจำนวน 177 ราย เพิ่มขึ้น 46 ราย คิดเป็น 35.11% ทุนจดทะเบียน 99.15 ล้านบาท
ขณะที่การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ ในเดือนม.ค.69 มีจำนวน 1,252 ราย ลดลง 179 รายเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน หรือคิดเป็น 12.51% แต่หากเทียบกับเดือนก่อนหน้า (ธ.ค.68) จะลดลง 4,860 ราย คิดเป็น 79.52% โดยนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเกิน 1,000 ล้านบาท จำนวน 1 ราย คือ บริษัท พิษณุโลก บิ๊กซี 2015 จำกัด ทุนจดทะเบียน 10,478 ล้านบาท ประกอบธุรกิจดิสเคาท์สโตร์ ซุปเปอร์เซ็นเตอร์
ทั้งนี้ ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 ม.ค.69 พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศ รวมทั้งสิ้น 2,058,497 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.95 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 974,255 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.47 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น บริษัทจำกัด 775,946 ราย คิดเป็น 79.65% ห้างหุ้นส่วนจำกัด และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,803 ราย คิดเป็น 20.20% และบริษัทมหาชนจำกัด 1,506 ราย คิดเป็น 0.15%
โดยกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุด คือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 529,392 ราย ทุนจดทะเบียน 13.70 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 319,154 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,709 ราย ทุนจดทะเบียน 7.14 ล้านล้านบาท

- เปิด 5 ธุรกิจดาวรุ่ง แนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ในปี 2569 แม้เศรษฐกิจไทยและโลกยังมีความผันผวน แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจที่กรมฯ มองว่ามีโอกาสทางการตลาด เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและมีฐานการเติบโตที่ดีในระยะยาว ใน 5 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่
1. ธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม พบว่า ธุรกิจกลุ่มนี้มีสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคลจัดตั้งใหม่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความต้องการขององค์กรต่าง ๆ ที่หันมาใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน การขยายตัวของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ Cloud Computing ที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในพื้นที่การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Destination) การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่มีความซับซ้อนสูงรองรับความปลอดภัยของข้อมูลขนาดใหญ่
2. ธุรกิจพลังงานหมุนเวียน โซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน ปัจจุบันมีการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียว ในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ทำให้ธุรกิจโซลาร์เซลล์เปลี่ยนจากการติดตั้งเพื่อลดค่าไฟ สู่การส่งออกตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ม.ค.69 ที่ผ่านมา
ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟไว้ใช้ช่วงพีคหรือช่วงที่ผลิตได้น้อย และใช้ AI มาช่วยบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ
3. ธุรกิจสุขภาพและยา การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างทางสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย ซึ่งธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวตามไปด้วย ให้สอดรับกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม หรือมีบริการเสริมอื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงผู้บริโภคให้เข้ามาสู่สินค้าของตนเอง เกิดการทดลองใช้และกลายเป็นความจงรักภักดีต่อสินค้าตามมา
4. ธุรกิจท่องเที่ยวและนันทนาการ ถือเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยยังมีแรงวิ่ง ขณะที่ไทยมีโอกาสในตลาดที่ดี โดยผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างการบริการในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ที่จะเกิดความประทับใจให้ฝังอยู่ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยว จนเกิดการบอกต่อและกลับมาเที่ยวซ้ำ
รวมถึงบริการ wellness ที่ครบวงจร ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีความถนัดอยู่แล้ว อาทิ สปา ฟื้นฟูสุขภาพ โภชนาการ โปรแกรมพักผ่อนเชิงป้องกันโรค และการบริการที่เป็นมิตรกับครอบครัวและผู้สูงวัย อีกทั้งหากผู้ประกอบการสามารถทำแพ็กเกจให้เลือกได้ตามงบประมาณ และใช้การรีวิวเป็นมาตรฐานบริการเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก็จะช่วยดึงลูกค้าจากทั่วโลกได้
5. ธุรกิจเกษตรอัจฉริยะ อาหารมูลค่าสูง และความปลอดภัยอาหาร มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยภาคเกษตรอัจฉริยะ จะขับเคลื่อนด้วยการลดต้นทุน และลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน อาทิ การจัดการน้ำ ปุ๋ย และโรคพืช แบบแม่นยำ ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่และทำให้รายได้สม่ำเสมอขึ้น
ขณะที่อาหารมูลค่าสูง จะโตจากเทรนด์สุขภาพ สังคมสูงวัย และความต้องการอาหารเฉพาะกลุ่ม อาทิ โปรตีนทางเลือก อาหารเสริม โภชนาการเฉพาะบุคคล โดยสินค้าจะเน้นที่คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารที่ตรวจสอบย้อนกลับถึงต้นทางได้ มากกว่าเลือกเพราะราคาถูกเพียงอย่างเดียว และเป็นโอกาสที่ผู้ประกอบการไทย จะนำพาสินค้าเกษตรของไทยเข้าสู่ตลาดพรีเมียมในระดับโลกได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)




