
สำนักงานสถิติอิสราเอลรายงานว่า เศรษฐกิจของอิสราเอลขยายตัว 3.1% ในปี 2568 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าที่กระทรวงการคลังและธนาคารกลางอิสราเอลคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 2.8% ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว หลังจากการทำสงครามกับกลุ่มฮามาสที่ยืดเยื้อเป็นเวลานาน 2 ปีได้ฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจของอิสราเอลให้หยุดชะงักลง
การเติบโตทางเศรษฐกิจของอิสราเอลในปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากการสะสมทุนถาวรเบื้องต้น (gross fixed capital formation) ที่เพิ่มขึ้น 8.1% และการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 6.1% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐเพิ่มขึ้น 1.7% นอกจากนี้ เศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 4/2568 ยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2568 ให้ขยายตัวได้ดีเกินคาด โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ขยายตัว 4% หลังจากข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซามีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568
นอกจากนี้ เศรษฐกิจอิสราเอลในปี 2568 ขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้นจากปี 2567 ที่ขยายตัวเพียง 1% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 20 ปี โดยเศรษฐกิจชะลอตัวลงนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2566 เนื่องจากกลุ่มฮามาสที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านได้บุกเข้าโจมตีอิสราเอลและได้จุดชนวนสงครามยาวนานสองปีซึ่งขยายวงไปสู่การปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่เป็นพันธมิตรกับอิหร่าน โดยผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มงบประมาณทางทหาร การเรียกทหารกองหนุน และการหยุดชะงักของธุรกิจ ส่งผลให้เศรษฐกิจของอิสราเอลชะลอตัวลงในปีถัดมา
ด้านนักวิเคราะห์มองว่า เศรษฐกิจอิสราเอลยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากสงครามในฉนวนกาซายังไม่ยุติลงอย่างถาวร รวมทั้งสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีคำสั่งให้เสริมกำลังทหารในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเตือนว่าอิหร่านจะต้องเผชิญกับปฏิบัติการทางทหารหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้อิสราเอลตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของการสู้รบ หรืออาจต้องเข้าร่วมกับสหรัฐฯ ในการโจมตีอิหร่าน ซึ่งอาจนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงจากอิหร่าน และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอิสราเอล
รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจะพบกันที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันนี้ (17 ก.พ.) เพื่อการเจรจาทางอ้อมรอบที่สอง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





