TISCO ให้ Overweight กลุ่ม Biotech-MedTech รับอานิสงส์สังคมสูงวัย-ลุ้นราคาวิ่งตามดีล M&A

นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ [TISCO] กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนปีนี้เน้นเพิ่มน้ำหนัก (Overweight) ไปที่ Biotech และ MedTech มากขึ้น เพื่อจับโอกาสจากทั้งการเติบโตของกำไรและปัจจัยกระตุ้นเชิงโครงสร้างในแต่ละกลุ่ม

เมื่อพิจารณาเป็นรายกลุ่มธุรกิจพบว่า Biotechnology มีแนวโน้ม EPS Growth โดดเด่นที่สุดในปี 69 ที่ประมาณ 19.5% สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจที่เติบโตสูง และมีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมจากแนวโน้ม M&A ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันจาก Patent Cliff ของบริษัทยาขนาดใหญ่

รองลงมาคือ Medical Devices & Equipment (MedTech) ที่คาดว่า EPS เติบโตราว 6% จากการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือและกระบวนการรักษา อีกทั้งดอกเบี้ยขาลงยังช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ

นายณัฐกฤติ กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า ภายในปี 73 ประชากรโลก “1 ใน 6” จะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยจำนวนผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 1 พันล้านคนในปี 63 เป็น 1.4 พันล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น “เป็นสองเท่า” ภายในปี 93 สู่ระดับ 2.1 พันล้านคน ขณะที่กลุ่มประชากรอายุ 80 ปีขึ้นไปคาดว่าจะเพิ่มขึ้น “เป็นสามเท่า” ในช่วงปี 63-93 สู่ประมาณ 426 ล้านคน

การเพิ่มขึ้นของผู้สูงวัยทั่วโลกไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ด้านประชากรศาสตร์ แต่เป็นแรงขับเคลื่อนเชิงเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างอุปสงค์ด้านสุขภาพอย่างถาวร นอกจากนี้สถาบันชั้นนำอย่าง WTW (Willis Towers Watson) ได้มีการคาดการณ์การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพรวมทั่วโลกในปี 69 เพิ่มขึ้นราว 10% ส่งผลให้กลุ่มหุ้น Healthcare ไม่ได้มีบทบาทจำกัดอยู่แค่ “หุ้นปลอดภัย (Defensive)” สำหรับหลบความผันผวนในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวเท่านั้น หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่ผสาน “ความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์” เข้ากับ “ศักยภาพการเติบโตระยะยาว” จากนวัตกรรมทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ และรูปแบบการดูแลสุขภาพยุคใหม่ที่มี AI เข้ามาช่วยให้กระบวนการค้นคว้ายาใหม่ๆ ที่มีอัตราความสำเร็จสูงกว่าวิธีดั้งเดิม

ด้วยคุณลักษณะดังกล่าว Healthcare จึงถูกมองเป็น “Defensive Growth” คือ มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากความต้องการที่ค่อนข้างยืดหยุ่นต่อวัฏจักรเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาวจากเทรนด์สังคมสูงวัยและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ โ

กลุ่มอุตสาหกรรม Healthcare สามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มย่อย (Sub-sectors) ดังนี้

1. Pharmaceuticals (กลุ่มผู้ผลิตยาขนาดใหญ่) เหมาะกับ : นักลงทุนสายรับปันผล และคนที่ต้องการหลบภัยความผันผวน โดยกลุ่มนี้จะเป็นธุรกิจที่เน้นการวิจัย พัฒนา ผลิต และจัดจำหน่ายยา รายได้หลักมาจาก การขายยา ผ่านโรงพยาบาล ร้านยา และระบบประกันทั้งของเอกชนและภาครัฐ บริษัทในกลุ่มนี้มักมีรายได้มั่นคง กระแสเงินสดสูง จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ และมีความต้านทานต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้สูงมาก เช่น Pfizer, Merck, Johnson & Johnson, AstraZeneca

2. Biotechnology (เทคโนโลยีชีวภาพ) เหมาะกับ : นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง และมองหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในอัตราสูง กลุ่มนี้เป็นธุรกิจที่เน้นวิจัยนวัตกรรมล้ำสมัยใช้กระบวนการทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตมาสร้างผลิตภัณฑ์ เช่น การตัดต่อพันธุกรรม ยีนบำบัด (gene therapy) เซลล์บำบัด (cell therapy เช่น CAR-T) ยารักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า หรือวัคซีน mRNA โดยหัวใจของธุรกิจคือ R&D บวกกับการทดลองทางคลินิก (clinical trials) และการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ แล้วค่อย “ปลดล็อก” รายได้เมื่อยาหรือการรักษาออกสู่ตลาดได้สำเร็จ

หากปัจจัยทั้งหมดสำเร็จจะหนุนราคาหุ้นของบริษัทปรับตัวขึ้นได้ 100-200% เช่น กรณีของ BridgeBio Pharma ที่ได้รับการอนุมัติจาก FDA ในช่วงปลายปี 67 และสร้างรายได้เติบโตได้ดีเกินคาดในปี 68 หลังจากได้รับการอนุมัติจาก FDA ในยารักษาโรคหัวใจชนิดหายาก (ATTR-CM) ส่งผลให้ในปี 2568 ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 178%

นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการทำดีล M&A ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาหุ้นในกลุ่มนี้ดีดตัวขึ้นได้ในอัตราสูง เช่น ล่าสุด บริษัท REVOLUTION Medicines ที่มีผลการทดลองยารักษามะเร็งตับอ่อนระยะแพร่กระจายที่ดื้อยา โดยใช้วิธีการรักษาแบบเจาะจงเป้าหมาย (Targeted Therapy) ได้ผลดีกับผู้ป่วย ทำให้บริษัทเป็นเป้าหมายการถูกซื้อกิจการจากบริษัทยาขนาดใหญ่ ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ปี 68 ถึงเดือน ม.ค. 69 กว่า 120%

3. Medical Devices & Equipment (เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ – MedTech) เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่ชอบหุ้นเติบโตยั่งยืน (Quality Growth) กลุ่มธุรกิจที่ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายอุปกรณ์/เครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้ในการวินิจฉัย รักษา เฝ้าติดตาม และช่วยฟื้นฟูผู้ป่วย เช่น เครื่องตรวจเลือด เครื่องวิเคราะห์แลบ X-ray/CT/MRI/อัลตราซาวด์ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด ข้อเข่า/สะโพกเทียม รวมถึงวัสดุสิ้นเปลือง เช่น ชุดตรวจ เข็ม/สายสวน ชุดผ่าตัด และน้ำยาต่างๆ กลุ่มธุรกิจนี้เติบโตไปพร้อมกับ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) ยิ่งคนแก่เยอะ ยิ่งต้องผ่าตัดเปลี่ยนเข่า เปลี่ยนลิ้นหัวใจ หรือตรวจโรคมากขึ้น เป็นกลุ่มที่รายได้โตสม่ำเสมอ หุ้นกลุ่มนี้ได้แก่ Abbott Laboratories (ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องมือแพทย์) , Intuitive Surgical (ผู้ผลิตและพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดระบบ da Vinci ซึ่งเน้นการผ่าตัดแผลเล็กที่แม่นยำ)

4. Healthcare Services & Providers (ผู้ให้บริการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ) เหมาะกับใคร: นักลงทุนที่มองหาหุ้นวัฏจักรที่ผูกกับเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆ กลุ่มธุรกิจที่ให้บริการรักษาพยาบาลโดยตรงกับผู้ป่วย เช่น โรงพยาบาล ศูนย์ผ่าตัดเฉพาะทาง ศูนย์วินิจฉัย ห้องแล็บ รังสีวินิจฉัย บริการฉุกเฉิน รถพยาบาล ผู้ให้บริการด้านทันตกรรม สายตา กายภาพบำบัดโดยรายได้หลักมาจากค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าหัตถการ และค่าดูแลต่อเนื่องซึ่งมักผูกกับระบบประกัน หุ้นในกลุ่มนี้ เช่น UnitedHealth Group (บริษัทให้บริการด้านสุขภาพทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศ), CVS Health (ผู้นำร้านค้าปลีกขายยาที่มีสาขามากสุดในสหรัฐฯ) รายได้ของธุรกิจในกลุ่มนี้มักผูกพันกับนโยบายรัฐบาลและโครงสร้างประชากร เป็นกลุ่มที่สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศนั้นๆได้ชัดเจนที่สุด

ภาพเศรษฐกิจโลกในปี 69 ส่งสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยที่เข้าสู่ช่วงผ่อนคลาย ซึ่งเอื้อต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงและช่วยให้ Valuation ที่อิงกระแสเงินสดในอนาคตดูน่าสนใจขึ้น ขณะเดียวกัน การนำ AI มาช่วยเร่งกระบวนการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่มีแนวโน้มเพิ่มโอกาสความสำเร็จ ส่งผลให้กลุ่ม Healthcare โดยรวมมีคาดการณ์การเติบโตของรายได้และกำไรราว 5%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)