
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวถึงภาพรวมการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในช่วง 4 เดือน ของปีงบประมาณ 2569 (ต.ค.68 – ม.ค.69) ว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยสามารถจัดเก็บรายได้อยู่ที่ 1.91 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเกือบ 5% ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์, ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์, ภาษียาสูบ, ภาษีสุรา รวมถึงภาษีเครื่องดื่ม ซึ่งทั้งหมดสามารถจัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายทั้งสิ้น
อธิบดีกรมสรรพสามิต ยอมรับว่ายังมีปัจจัยที่ต้องจับตาใกล้ชิดจากการจัดเก็บภาษีรถยนต์ ซึ่งแม้ว่าปัจจุบัน ยอดการจำหน่ายจะเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยหากเป็นรถยนต์ EV ที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น มาตรการ EV 3.5 จะยังคงเสียภาษีในอัตรา 2% ต่อไปอีก 2 ปี แต่หากเป็นรถยนต์ EV ทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ อัตราภาษีได้ปรับขึ้นไปเป็น 10% จาก 8% แล้ว ตั้งแต่เดือน ม.ค.69 ซึ่งในส่วนนี้กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการติดตาม จังยังไม่เห็นตัวเลขสัญญาณที่ชัดเจนที่จะสามารถนำมาวิเคราะห์ต่อได้ว่าในระยะต่อไปภาษีในส่วนนี้จะมากขึ้นหรือน้อยลง
ส่วนภาษีจากสินค้าอุปโภคบริโภคยังมีแนวโน้มขยายตัวดี สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่าหากสัญญาณบวกของเศรษฐกิจยังส่งต่อเนื่องมาถึงไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2569 (ม.ค.-มี.ค.69) ก็จะช่วยสนับสนุนให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต ในปีงบประมาณ 2569 เป็นไปตามเป้าหมาย ที่ 5.78 แสนล้านบาท
“ถ้าการบริโภคขยายตัวดี ภาคครัวเรือนบริโภคเพิ่มขึ้น คนมีกำลังซื้อมากขึ้น ก็เป็นโอกาสให้กรมฯ จัดเก็บภาษีที่เกี่ยวเนื่องตรงนี้ได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน หากแนวโน้มเศรษฐกิจดี หรือมีมาตรการรัฐที่สนับสนุนเรื่องการบริโภค มีมาตรการสนับสนุนเรื่องการท่องเที่ยว ก็เป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญกับเราด้วย เพราะสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ สุรา ยาสูบนั้น ส่วนใหญ่จะแปรผันไปตามเศรษฐกิจ ส่วนเครื่องดื่มก็เป็นไปตามปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นหลัก” อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุ
- ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ รอรัฐบาลใหม่เคาะ
นายพรชัย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเสนอปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ (บุหรี่) ว่า กรมฯ ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าจะสามารถดำเนินการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่เป็นแบบอัตราเดียว (1 Tier) ได้หรือไม่ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบกลับมาแล้ว ว่าให้รอความชัดเจนจากรัฐบาลใหม่อีกครั้ง
โดยก่อนหน้านี้ กรมสรรพสามิต ได้เตรียมเสนอปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ เป็นแบบ 1 Tier โดยเสนอให้ปรับอัตราภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งการจัดเก็บตามปริมาณ และตามมูลค่า จากปัจจุบันที่จัดเก็บภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา (2 Tier) โดยการจัดเก็บตามมูลค่าที่ 25% ของราคาขายปลีกแนะนำ สำหรับบุหรี่ที่ขายปลีกซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% ของบุหรี่ที่ราคาขายปลีกซองละ 72 บาทขึ้นไป และเก็บภาษีตามปริมาณที่ 1.25 บาทต่อมวน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ก.พ. 69)





