
สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันอังคาร (17 ก.พ.) ว่า กองกำลังไทยยังคงยึดครองดินแดนกัมพูชา แม้มีการลงนามในข้อตกลงสันติภาพที่มีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นคนกลางในการเจรจา พร้อมเรียกร้องให้ไทยเปิดทางให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เริ่มปฏิบัติงานโดยเร็ว
ฮุน มาเนต เดินทางเยือนกรุงวอชิงตันเพื่อเข้าร่วมประชุม “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) ของทรัมป์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับดูแลแผนสันติภาพในฉนวนกาซา แต่ทรัมป์ระบุว่าอาจขยายบทบาทให้ครอบคลุมวิกฤตอื่น ๆ ด้วย โดยผู้นำกัมพูชาหวังว่าองค์กรดังกล่าวจะช่วยลดความตึงเครียดบริเวณชายแดน ซึ่งเขาระบุว่าสถานการณ์ยังคง “เปราะบาง” แม้มีการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ที่ผ่านมา
“ยังคงมีกองกำลังไทยยึดครองพื้นที่ลึกเข้าไปในดินแดนกัมพูชาหลายจุด ซึ่งล้ำเข้ามาเกินกว่าเส้นเขตแดนที่ไทยอ้างสิทธิเพียงฝ่ายเดียวเสียอีก” ฮุน มาเนต กล่าว พร้อมระบุว่า ทหารไทยได้นำตู้คอนเทนเนอร์และลวดหนามมาวางไว้ในพื้นที่ที่ไทยเคยยอมรับมาโดยตลอดว่าเป็นของกัมพูชา จนทำให้ประชาชนไม่สามารถกลับภูมิลำเนาได้ “นี่ไม่ใช่การกล่าวหา แต่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่”
ฮุน มาเนต ย้ำว่า กัมพูชาไม่อาจยอมรับสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “การละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน” ได้
ด้านฝ่ายไทยยืนยันว่า การคงกำลังทหารอยู่ในพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดความตึงเครียด และปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเข้ายึดครองดินแดน
เหตุปะทะครั้งรุนแรงที่สุดในรอบกว่าทศวรรษปะทุขึ้นเมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้ว ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ และกระทบการค้าตลอดแนวชายแดนระยะทาง 817 กิโลเมตร โดยข้อตกลงสันติภาพฉบับแรกซึ่งลงนามในเดือนต.ค. ซึ่งมีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียร่วมเป็นสักขีพยาน ได้ล้มเหลวลงภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ก่อนจะบรรลุการหยุดยิงรอบใหม่เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.
ฮุน มาเนต ระบุว่า ไทยอ้างเรื่องการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ. เป็นเหตุผลในการชะลอการเริ่มงานปักปันเขตแดน โดยนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งโดยได้รับแรงหนุนจากกระแสชาตินิยมที่สืบเนื่องจากความขัดแย้งชายแดน
“บัดนี้การเลือกตั้งสิ้นสุดแล้ว เราหวังว่าไทยจะเริ่มดำเนินการอย่างน้อยในระดับเทคนิค เพื่อเริ่มการรังวัดและปักปันเขตแดนในพื้นที่พิพาท เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ” ฮุน มาเนต กล่าว
ในส่วนของความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ฮุน มาเนต กล่าวว่า ความสัมพันธ์กับจีนและสหรัฐฯ “ไม่ได้ขัดแย้งกัน” และยืนยันว่ากัมพูชา “ไม่มีอะไรต้องปิดบัง” เกี่ยวกับฐานทัพเรือเรียมที่ได้รับการปรับปรุงโดยจีน
“ใช่ สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริง และมีมานานแล้ว แต่นั่นหมายความว่าเราอนุญาตหรือให้ท้าย หรือไม่ทำอะไรเลยหรือ เปล่าเลย” ฮุน มาเนต กล่าว โดยอ้างถึงความพยายามในการเนรเทศผู้ที่ทำงานในศูนย์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และสั่งปิดสถานที่เหล่านั้น
ทั้งนี้ ฮุน มาเนต วัย 48 ปี ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากสถาบันการทหารเวสต์พอยต์ของสหรัฐฯ สืบทอดอำนาจจากบิดา คือสมเด็จฯ ฮุน เซน หลังการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งพรรคประชาชนกัมพูชาลงแข่งขันโดยแทบไร้คู่แข่ง โดยการก้าวขึ้นสู่อำนาจของเขา ประกอบกับการที่ทรัมป์เข้ามามีบทบาทในข้อพิพาทชายแดน ได้ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับพนมเปญ หลังจากที่กัมพูชาโน้มเอียงเข้าหาจีนมาหลายปี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)





