
เพียง 5 วันหลังประชาชนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 บังกลาเทศได้รัฐบาลชุดใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว หลังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และ ทาริก ราห์มาน ผู้นำพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) ที่ครองเสียงข้างมากในสภา สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันเดียวกัน
การเลือกตั้งบังกลาเทศครั้งนี้ถูกจับตาจากประชาคมโลก เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่รัฐบาลอำนาจนิยมภายใต้การนำของเชค ฮาซีนา ถูกประชาชนลุกฮือโค่นล้มเมื่อปี 2567 จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในประเทศ
นอกจากนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้ยังนับเป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 20 ปีที่พรรค BNP ได้กลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง ชัยชนะของพรรค BNP จึงถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์การเมืองในเอเชียใต้ และเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ยุครัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มรูปแบบ
ในการแถลงหลังทราบผลเลือกตั้ง ราห์มาน ซึ่งลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอนนานถึง 17 ปี ให้คำมั่นว่าจะยุติปัญหาคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกและนำพาประเทศก้าวสู่เส้นทางใหม่ โดยจะมุ่งเน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เสริมสร้างธรรมาภิบาล และสร้างความปรองดองทางการเมือง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลใหม่จะทำงานเพื่อเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
ชัยชนะขาดลอย เปิดทางจัดตั้งรัฐบาลทันที
ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งปรากฏว่า พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (BNP) คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย กวาดที่นั่งไปในสภาไปครองได้ถึง 209 จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง ทำให้พรรค BNP มีเสียงข้างมากชัดเจนเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ด้านพรรคพันธมิตรเดิมอย่างจามาต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านหลักในสภา ด้วยจำนวน 68 ที่นั่ง ขณะที่พรรคขนาดเล็กและ สส. อิสระอื่น ๆ ได้ที่นั่งที่เหลือลดหลั่นกันไปตามลำดับ
พิธีสาบานตนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีขึ้นในช่วงเช้าวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ณ อาคารรัฐสภา (Jatiya Sangsad) ในกรุงธากา โดยเอเอ็มเอ็ม นาซีร์ อุดดิน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้นำพิธีสาบานตน
จากนั้นในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ทาริก ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรี 49 คน ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการ 25 คน และรัฐมนตรีช่วยอีก 24 คน โดยมีประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน เป็นผู้ประกอบพิธีสาบานตนให้แก่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ณ บริเวณลานทิศใต้ของอาคารรัฐสภา ไม่ใช่ทำเนียบประธานาธิบดี (Bangabhaban) ซึ่งถือเป็นการทำลายธรรมเนียมปฏิบัติที่ยึดถือมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์การเมืองบังกลาเทศ
พิธีจัดขึ้นท่ามกลางแขกกว่า 1,200 คน ซึ่งรวมถึงผู้นำ คณะทูต และผู้แทนจากประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ อาทิ ประธานาธิบดีมัลดีฟส์ นายกรัฐมนตรีภูฏาน ประธานรัฐสภาอินเดีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการวางแผนและพัฒนาแห่งปากีสถาน รัฐมนตรีต่างประเทศเนปาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและสื่อมวลชนของศรีลังกา เป็นต้น
ก่อนพิธีสาบานตน ประชาชนจากหลายพื้นที่ในกรุงธากาได้รวมตัวเดินขบวน พร้อมตะโกนคำขวัญสนับสนุนนายราห์มาน ซึ่งถูกเรียกว่า “ผู้นำของคนรุ่นใหม่”
เปิดโปรไฟล์ “ทาริก ราห์มาน” จากผู้ลี้ภัย 17 ปี สู่เก้าอี้นายกฯ บังกลาเทศ
ทาริก ราห์มาน วัย 60 ปี คือทายาทสายตรงของตระกูลการเมืองผู้ทรงอิทธิพล โดยเป็นบุตรชายของอดีตประธานาธิบดีเซียอูร์ ราห์มาน และนางคาลิดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2544 แต่กลับเต็มไปด้วยอุปสรรคทั้งจากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้เส้นสายและปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงการที่ต้องสูญเสียบิดาจากการลอบสังหาร จนกระทั่งในปี 2550 เขาถูกจับกุมในโครงการปราบปรามทุจริตของรัฐบาลรักษาการในขณะนั้น และมีรายงานว่าเขาถูกทารุณกรรมในคุกอย่างหนักจนต้องนั่งรถเข็นเพื่อเดินทางไปรักษาตัวที่ประเทศอังกฤษในปี 2551
ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ เชค ฮาซีนา ครองอำนาจ ทาริก ราห์มาน ต้องใช้ชีวิตลี้ภัยอยู่ในย่านคิงส์ตัน กรุงลอนดอน พร้อมกับถูกตัดสินจำคุกในหลายคดี ซึ่งเขายืนยันมาตลอดว่าเป็นแผนการกลั่นแกล้งทางการเมืองเพื่อไม่ให้เขากลับประเทศ จนกระทั่งภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลฮาซีนาในปี 2567 ศาลได้กลับคำพิพากษาและยกฟ้องทุกคดี เปิดทางให้เขากลับคืนสู่มาตุภูมิเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เพียง 5 วันก่อนที่มารดาของเขาจะเสียชีวิตลง
ในด้านนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย ทาริก ราห์มาน มีท่าทีที่ชัดเจนว่าความร่วมมือระหว่างสองประเทศต้องอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของชาวบังกลาเทศและความเคารพซึ่งกันและกัน เขายอมรับว่าที่ผ่านมาความสัมพันธ์กับรัฐบาลอินเดียมีประเด็นปัญหาที่ค้างคาอยู่ และการจะฟื้นฟูมิตรภาพให้กลับมาแน่นแฟ้นอีกครั้งได้หรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่าทีของอินเดียเองด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่อินเดียยังคงให้ที่พักพิงแก่เชค ฮาซีนา และสมาชิกของอดีตพรรครัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่งในขณะนี้
ทาริก ราห์มาน กล่าวถึงการกลับมาทำหน้าที่ผู้นำประเทศในครั้งนี้ว่า แม้ตัวเขาจะอยู่นอกประเทศมานานเกือบสองทศวรรษ แต่หัวใจของเขาไม่เคยตัดขาดจากประชาชนชาวบังกลาเทศ และทันทีที่มีโอกาสได้กลับมารับใช้บ้านเกิด เขาจึงไม่ลังเลที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่นี้เพื่ออนาคตของคนในชาติ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)





