
พื้นที่เพาะปลูกกาแฟแหล่งสำคัญของโลกกำลังเผชิญกับจำนวนวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นทุกปีจากภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งผลผลิตและราคากาแฟ
รายงานของไคลเมท เซ็นทรัล (Climate Central) ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลใน 25 ประเทศที่ครองสัดส่วนการผลิตกาแฟเกือบทั้งหมดของโลก ระบุว่า ช่วงปี 2564-2568 มีจำนวนวันที่อุณหภูมิร้อนจัดในระดับเป็นอันตรายเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 47 วันต่อปี
กลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย เอธิโอเปีย และอินโดนีเซีย ซึ่งรวมกันคิดเป็นราว 75% ของอุปทานโลก ต้องเผชิญกับวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 30 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 57 วันต่อปี
ดร. คริสตินา ดาห์ล รองประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ของไคลเมท เซ็นทรัล กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนกำลังคุกคามอุตสาหกรรมกาแฟ โดยประเทศผู้ผลิตรายใหญ่แทบทั้งหมดกำลังเผชิญความร้อนระอุเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำลายต้นกาแฟ ลดทอนผลผลิต และทำให้คุณภาพเมล็ดกาแฟด้อยลง พร้อมเตือนว่าผลกระทบดังกล่าวอาจส่งผ่านจากไร่สู่ผู้บริโภค ซึ่งจะสะท้อนออกมาทั้งในด้านคุณภาพและราคากาแฟในอนาคต
รายงานยังชี้ว่า นอกเหนือจากกำแพงภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากกาแฟบราซิลแล้ว สภาพอากาศสุดขั้วในพื้นที่เพาะปลูกทั่วโลกก็นับเป็นอีกปัจจัยที่ผลักดันราคากาแฟให้สูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ทั้งนี้ การปลูกกาแฟต้องอาศัยอุณหภูมิและปริมาณฝนที่เหมาะสม โดยอุณหภูมิที่สูงกว่า 30 องศาเซลเซียสจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อสายพันธุ์อาราบิกา และไม่เอื้อต่อสายพันธุ์โรบัสตา ซึ่งเป็นสองสายพันธุ์หลักของตลาดโลก ขณะที่ข้อมูลภูมิอากาศระบุว่า 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่โลกร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมกาแฟในระยะข้างหน้า
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ก.พ. 69)





