รฟท. เร่งเคลียร์อัยการปมริบหลักประกันสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ก่อนเสนอครม.ชุดใหม่ปลดล็อก

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รฟท. เผยความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) กรณีการแก้ไขหลักการสัญญาร่วมลงทุนฯ ที่ได้ข้อยุติกรณีการปรับวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุน เป็นสร้างไปจ่ายไป โดยรฟท.จะสรุปส่งประเด็นยืนยันใช้ร่างสัญญาแก้ไขเดิมไปถึงอัยการสูงสุดภายใน 19 ก.พ.นี้ และเมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเสร็จ จะเสนอต่อบอร์ด EEC และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรฟท. และรักษาการผู้ว่าฯ รฟท. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 69 รฟท.ได้รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) โดยรฟท.จะสรุปส่งประเด็นยืนยันใช้ร่างสัญญาแก้ไขเดิมไปถึงอัยการสูงสุดได้ภายในวันที่ 19 ก.พ.นี้ และหลังจากนั้นเมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเสร็จ จะเสนอไปที่ สกพอ.เพื่อเสนอต่อบอร์ด EEC และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พิจารณาการแก้ไขหลักการและร่างสัญญาร่วมลงทุนต่อไปฯ คาดว่าน่าจะไปถึงที่ประชุมครม.ได้ประมาณมิ.ย.-ก.ค.นี้ และจะลงนามในสัญญาที่ได้รับประมาณ ก.ค.นี้ จากนั้น จะเริ่มส่งมอบหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ได้ประมาณ ส.ค.69 เริ่มการก่อสร้าง ทันที

“ที่ต้องเสนอครม.แก้ไขหลักการสัญญาร่วมลงทุนฯเพื่อยืนยันว่าไม่ขัดต่อกฎหมายวินัยการเงินการคลัง กรณีเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐ จากจ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดเดินรถเป็น สร้างไปจ่ายไป หรือเริ่มจ่ายตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง โดยจะต้องร่างสัญญาให้เรียบร้อย คือ อัยการสูงสุดต้องให้ความเห็นชอบร่างสัญญาก่อน ซึ่งตอนนี้เหลือเรื่องร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่รออัยการสูงสุดพิจารณา”

ส่วนกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ จะมีผลกระทบอย่างไรในขั้นตอนหลังจากนี้ นายอนันต์กล่าวว่า รฟท.และสกพอ.ได้ร่วมกันชี้แจง นายพิพัฒน์แล้ว ถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องแก้ไขสัญญา เพราะโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนี้ หากไม่สามารถเดินหน้าได้ จะมีผลกระทบไปถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา, การก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยหลักการต้องแก้หลักการให้เรียบร้อย สำนักงานอัยการสูงสุดก็ตรวจร่างสัญญามาให้แล้ว เหลือเพียงข้อยุติอีกเพียง 1 ประเด็น เรื่องหลักประกันของงานโยธา ที่เอกชนต้องวางเพิ่มเติมจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันในเรื่องการก่อสร้างงานโยธาและงานระบบ ในระหว่างการก่อสร้าง 5 ปี โดยอัยการสูงสุดแก้ไขถ้อยคำให้ริบหลักประกันทุกกรณี ซึ่งเอกชนขอให้คงเงื่อนไขและภ้อยคำเดิมคือ ริบหลักประกันดังกล่าว ก็ต่อเมื่อมีการทิ้งงานการก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด เนื่องจากการริบหลักประกันทุกกรณีจะมีผลให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ อีกทั้งเอกชนมีหลักประกันจำนวน 4,500 ล้านบาทแล้ว จะเป็นการวางหลักประกันซ้ำซ้อน ถ้าสามารถแก้ไขได้ก็จะเริ่มต้นก่อสร้างได้ และโครงการอื่น ๆ จะไม่มีปัญหาอุปสรรค

หากมีการฟ้องร้องในเรื่องแก้ไขสัญญาฯ ได้ประเมินสถานการณ์และแผนรองรับไว้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า หลักการแก้ไขสัญญา หลังลงนามสัญญาแก้ไขแล้ว ในช่วงก่อนออก NTP ประมาณ 30 วัน ต้องส่งสัญญา ไปที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น เพื่อชี้แจงกับหน่วยงานเหล่านี้กรณีที่มีข้อสงสัย เป็นหลักการว่าได้ดำเนินการอย่างเปิดเผย

สำหรับผลกระทบในส่วนของโครงสร้างร่วมกับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง นั้นหลังลงนามแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯแล้ว รฟท.จะเร่งรัดให้เร่งก่อสร้างเร็วที่สุด โดยประเมินเนื้องานก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ที่ยังเหลือกับสัญญา ช่วงสถานีอยุธยาที่อยู่ในขั้นตอนปรับแบบเพื่อเปิดประมูลหาผู้รับจ้างใหม่ ก็ยังมีเวลารอ ซีพี ก่อสร้างช่วงโครงสร้างร่วมได้จนถึงเดือนส.ค.69 แต่หากถึงเวลานั้นแล้วการลงนามแก้ไขสัญญาไม่เกิดขึ้น ต้องรายงานไปที่ครม. เพื่อเปลี่ยนแปลงงานของโครงการ และอาจต้องนำส่วนโครงสร้างร่วมมาดำเนินการเอง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)