1 ปีหลังภาษีทรัมป์ การค้าโลกไม่เหมือนเดิม สหรัฐฯ “สร้างกำแพง” ขณะที่ประเทศอื่น “สร้างสะพาน”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองนโยบาย “America First Trade Policy” เปลี่ยนทิศทางการค้าสหรัฐฯ และเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจโลกผ่านมาตรการภาษีนำเข้าที่ขยายจากจีนไปยังหลายประเทศ สู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลก และในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

ขณะที่ปี 69 จะมีเหตุการณ์สำคัญต่อทิศทางการค้า เช่น การพบผู้นำจีน-สหรัฐฯ การทบทวนข้อตกลงการค้าเสรีฉบับปรับปรุงใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (United States-Mexico-Canada Agreement: USMCA) และติดตามคำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) เพื่อออกนโยบายภาษีจะเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งสหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

สำหรับไทยต้องเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐฯ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับที่แข่งกับอินเดียโดยตรง

 

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า การประกาศนโยบาย “America First Trade Policy” โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก แต่ยังเร่งให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับยุทธศาสตร์ทั้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ และห่วงโซ่อุปทานอย่างมีนัยสำคัญ จากมาตรการที่มุ่งเป้าไปที่จีนได้ขยายสู่การเก็บภาษีนำเข้ากับนานาประเทศทั่วโลก และในหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้เศรษฐกิจและการค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง

โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้เหตุผลด้านความมั่นคงและทางการเมือง เพื่อบังคับใช้ภาษีนำเข้าทั้งภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) และภาษีรายสินค้า ภายใต้มาตรา 232 (Section 232) นอกจากนั้น ยังดำเนินนโยบายด้านภูมิรัฐศาสตร์ตามแนวคิดลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) ที่มองว่าทั้งทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ สะท้อนได้จากการกำหนดอัตราภาษีตอบโต้กับประเทศในลาตินอเมริกาส่วนใหญ่ อยู่ที่ระดับ 10% ขณะที่ประเทศบราซิล ถูกเรียกเก็บภาษีที่ระดับ 50% จากเหตุผลทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม นโยบาย America First Trade Policy ไม่ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการค้าโลก เศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจอเมริกา อย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ล่าช้า (เริ่ม ส.ค.68) และประเทศส่วนใหญ่ ไม่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าเพื่อตอบโต้รัฐบาลสหรัฐฯ

ด้านผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ถึงแม้ว่ามูลค่าการส่งออกจากจีนไปสหรัฐฯ ลดลงประมาณ 20% ในปีที่ผ่านมา แต่โดยรวมการส่งออกของจีนยังขยายตัวได้ดี และเกินดุลการค้าที่ระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยจีนขยายการส่งออกไปภูมิภาคอื่นแทน เช่น อาเซียน สหภาพยุโรป และแอฟริกา ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงสะท้อนถึงปัญหา Transshipment เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

โดยจีนมีการตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากจีนมีข้อได้เปรียบสหรัฐฯ จากการถือครองแร่ธาตุ Rare Earth และ Critical Minerals มาก ส่งผลให้จีนแทบจะผูกขาดห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทางด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ และเศรษฐกิจ

นอกจากภาษีตอบโต้แล้ว สหรัฐฯ ยังดำเนินการภายใต้มาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีนำเข้ารายสินค้า อาทิ เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์และชิ้นส่วน เซมิคอนดักเตอร์ และในอนาคตมีแนวโน้มจะเก็บภาษีนำเข้า ยาและเวชภัณฑ์ เพื่อให้เกิดการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ (Reshoring) และเพิ่มการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่งส่งผลให้บริษัทชั้นนำในหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ และเหล็ก เริ่มประกาศแผนการลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ

อย่างไรก็ดี ในปีที่ผ่านมา จำนวนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังคงหดตัวอยู่ มีแค่บางอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปโลหะ (โดยเฉพาะเหล็ก) ที่การจ้างงานขยายตัวเพิ่มขึ้น

 

โดยในปี 69 นี้ เหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางการค้าโลกในอนาคต ได้แก่

– การพบกันระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และทรัมป์ ในเดือนเม.ย.

– คำตัดสินของศาลเกี่ยวกับการใช้ IEEPA เพื่อออกนโยบายภาษีเป็นโมฆะหรือไม่ ในเดือนมิ.ย.

– การทบทวนข้อตกลง USMCA ในเดือนก.ค.

– การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในเดือน พ.ย.

– การยุติการตอบโต้ทางภาษีระหว่างจีน-สหรัฐฯ จะมีผลถึงเดือนพ.ย.

 

  • สหรัฐฯ “สร้างกำแพง” ขณะที่ประเทศอื่น “สร้างสะพาน”

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในขณะที่สหรัฐฯ ใช้นโยบายภาษีนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ประเทศอื่น ๆ กลับเร่งบรรลุข้อตกลงทางการค้าต่อกัน เช่น อินเดีย สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหภาพยุโรป (India-EU FTA) ภายในไม่กี่เดือน หลังจากมีการเจรจามายาวนานราว 20 ปี และยังสามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งทำให้อินเดียได้รับประโยชน์อย่างมากจากนโยบาย America First Trade Policy

สำหรับไทย ประเด็นที่ต้องจับตาคือ ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปแข่งขันกับอินเดียโดยตรงที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เนื่องจากสินค้าส่งออกจากไทยเสียเปรียบอินเดีย เพราะไทยไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับทางสหภาพยุโรป ส่วนในระยะต่อไป รัฐบาลไทยต้องเร่งให้เรามีข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ โดยเร็วที่สุด

สำหรับผลกระทบของภาษีสหรัฐฯ ต่อไทยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นายบุรินทร์ กล่าวว่า แม้ภาพรวมดูเหมือนจะได้รับผลกระทบ แต่การส่งออกของไทยยังสามารถขยายตัวได้ดี เนื่องจากสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของไทย อยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI ซึ่งยังเป็นที่ต้องการสูงในตลาดโลก ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ เป็น 1.5% จากเดิมที่เคยประเมินว่าจะติดลบ 1.5-2.0%

ทั้งนี้ ภาคการส่งออกยังคงมีความเสี่ยงจากสภาวะที่เรียกว่า Payback หรือการชะลอตัวของการสั่งซื้อในปีนี้ เนื่องจากในปีที่ผ่านมา มีการเร่งนำเข้าสินค้าล่วงหน้าไปมากแล้ว (Font Loading) นอกจากนี้ แม้นโยบายภาษีแบบต่างตอบแทน (Reciprocal) จะยังไม่กระทบไทยมากนักในปัจจุบัน แต่ต้องจับตาดูว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะมีการประกาศใช้มาตรา 232 เพื่อเก็บภาษีในกลุ่มสินค้าเฉพาะอย่างเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งหากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มองว่าส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยหนักกว่าเรื่องภาษี คือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไป โดยค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ากว่าคู่แข่งและคู่ค้า ประมาณ 10% ซึ่งทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบในการแข่งขันด้านราคาทันที

ในด้านการลงทุน แม้ในช่วงที่ผ่านมาไทยจะได้ประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิต (FDI) เพื่อหลบเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า แต่ในระยะยาวไทยมีความเสี่ยงที่จะเสียเปรียบ หากไม่มีการเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะกับประเทศเป้าหมายอย่างอินเดีย หากไทยยังไม่มีความชัดเจนในการเจรจา FTA หรือมีความไม่แน่นอนทางการเมืองจนไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เม็ดเงินลงทุนที่ตั้งใจจะมาไทยอาจเปลี่ยนทิศทางไปยังประเทศอื่นแทน

 

  • มุมมองต่อนโยบายการเงิน-เสถียรภาพการเมือง

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ภาพรวมจากการที่ภาคการส่งออกที่ดีขึ้น นโยบายรัฐบาลมีความต่อเนื่อง และดึงดูด FDI ได้ ทำให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยในปีนี้จาก 1.6% ขึ้นมาเป็น 1.9% อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพของรัฐบาล และการเบิกจ่ายงบประมาณที่รวดเร็ว จะเป็นปัจจัยตัดสินสำคัญที่จะช่วยประคองความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ไม่ให้ย้ายฐานหนีไปท่ามกลางสภาวะความผันผวนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ

ส่วนหากการจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่น จัดตั้งรัฐบาลได้ในเดือนพ.ค.นี้ และสามารถเบิกจ่ายงบประมาณได้ตามปกติในช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ค. จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่หากผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ หรือการตั้งรัฐบาลล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงและฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี โดยส่วนตัวมองว่า แม้จะมีโอกาสที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.69 เป็นโมฆะ แต่ก็เป็นไปได้น้อยมาก และตลาดหุ้นก็ยังไม่ได้กังวลเรื่องนี้

ทั้งนี้ มองว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีแนวทางนโยบาย “10 Plus” และมีแผนจะใช้งบประมาณอย่างระมัดระวัง โดยกรอบโครงสร้างทางกายภาพระยะกลาง ถ้านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรมว.คลัง มองว่านักลงทุนเชื่อใจว่าไทยคงไม่โดน Downgrade ขณะเดียวกัน ยังมีนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะกลาง และระยะยาว

นอกจากนี้ รัฐบาลอนุทินยังต้องการดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เชื่อมต่อไปกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมองว่า ถ้าภาคเกษตรไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศก็จะติดหล่ม ดังนั้น ยุทธศาสตร์สำคัญคือการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม ซึ่งครอบคลุมประชากรกว่า 20 ล้านครัวเรือน โดยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และผลักดันแรงงานบางส่วนสู่ภาคบริการ และอุตสาหกรรมอื่น เพื่อยกระดับรายได้และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวแทนการใช้ประชานิยมแบบเดิม

ด้านนโยบายการเงิน ประเมินว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้ เพื่อลดภาระภาคเอกชนและครัวเรือน เนื่องจากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ โดยมองว่าหากลดได้เร็ว จะส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนการประชุม กนง. ในครั้งถัดไปนี้ (25 ก.พ.) มองว่าน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ไว้ก่อน โดยต้องติดตามการสื่อสารผ่าน statement จากผู้ว่าฯ ธปท. และเลขานุการ กนง.คนใหม่ ที่อาจจะเห็นการสื่อสาร statement ที่เปลี่ยนไปได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)