
บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล [MINT] ตั้งเป้าการเติบโตในช่วง 3 ปี (ปี 69-71) จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเติบโต 15-20% รายได้เติบโตเฉลี่ยปีละ 6-8% โดยคาดในปี 71 รายได้มากกว่า 2 แสนล้านบาท จากปี 68 อยู่ที่ 1.67 แสนล้านบาท โดยใช้งบลงทุนในปี 69 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท และในปี 70-71 มีวงเงินปีละ 1.4 หมื่นล้านบาท เป็นการขยายทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอาหาร ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่า 12%
นอกจากนี้ บริษัทฯมีแผนนำสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรม 14 แห่ง ซึ่งอยู่ในยุโรป 12 แห่ง และ 2 แห่งในไทย ขายเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ที่มีมูลค่าราว 1,000 ล้านเหรียญ และบริษัทฯจะเข้าถือกอง REIT อย่างมีนัยสำคัญ อาจจะเหลือเงินที่ขายกอง REIT ได้ราว 500-600 ล้านเหรียญที่จะเน้นไปลดภาระหนี้ ทั้งนี้คาดว่าจะขาย IPO และนำเข้าตลาดหุ้นสิงคโปร์ ในช่วงครึ่งหลังปี 69
ส่วนการนำ Minor Food ขาย IPO เข้าตลาดฮ่องกง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดได้เห็นภายในปลายปี 69
นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MINT เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตั้งเป้าในช่วง 3 ปี (ปี 69-71) รายได้เติบโตเฉลี่ย 6-8% ต่อปี (Hight-Single digit) และมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานเติบโตปีละ 15-20% โดยการเติบโตมาจากการขยายทั้งธุรกิจโรงแรมจากปี 68 มีจำนวน 638 โรงแรม มาที่ 850 โรงแรม ในปี 71 และธุรกิจอาหาร เพิ่มจาก 2,746 สาขาในปี 68 เป็น 4,150 สาขา ในปี 71
ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังตั้งเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนหลัก (Core ROIC) มากกว่า 12% และเร่งลดหนี้ โดยตั้งเป้าปีนี้จะลด Net Debt/Equity ที่ 0.75-0.85 เท่าจากสิ้นปี 68 ที่ 0.86 เท่า และ Net Debt/EBITDA ปีนี้วางเป้าต่ำกว่า 4 เท่า จากสิ้นปีก่อนอยู่ที่ 4.6 เท่า
สำหรับการตั้งงบลงทุนรวมในช่วง 3 ปี (ปี 69 – 71) ปี 69 ที่ 15,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ลงทุนปรับปรุงโรงแรม ในสัดส่วนประมาณ 60% เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุนให้ดียิ่งขึ้น ส่วนปี 70-71 วางงบลงทุนเฉลี่ยปีละ 14,000 ล้านบาท
ในการขยายธุรกิจบริษัทจะใช้รูปแบบ Asset-light จะรับจ้างบริหาร และขยายเฟรนไชส์ เน้นการทำอัตรากำไรสูงขึ้นบริษัทฯในปี 69 คาดว่าจะเซ็นสัญญารับจ้างบริหารโรงแรมไม่ต่ำกว่า 50 แห่ง จากปีก่อนเซ็นไว้ 40 แห่งซึ่งทำสถิติสูงสุด จะทำให้พอร์ตโรงแรมจะเป็นส่วนที่เป็นเจ้าของ 49% และรับจ้างบริหาร 51% (ปี 68 รับจ้างบริหาร 34%) โดยในไตรมาส 2/69 มีกำหนดเปิดโรงแรม Anantara Kafue River Zambia Tented Camp , Tivoli La Vie Muscat Hotel, Avani Kota Kinabalu Hotel, Avani+ Lanexang Vientiene, Tivoli Palazzo Risorgimento Lecce, Avani Mooloolaba เป็นต้น และในไตรมาส 4/69 จะเปิดโรงแรมในจีน และในยุโรป
ขณะเดียวกันขยาย Residences ที่ทำควบคู่กับโรงแรม ภายใต้แบรนด์โรงแรม (Brand Residences) ในการขายคอนโดมินีย วิลล่า ที่ให้ High Value สร้างรายได้เพิ่มเติมเข้ามา และมีอัตรากำไรดี โดยมี IRR มากกว่า 30% ได้แก่ โครงการ Kiara Reserve Phuket มูลค่า 3 พันล้านบาท ซึ่งมียอดขายมากกว่า 50% แล้วกำหนดส่งมอบครบปี 69 ช่วยเพิ่มกระแสเงินสด , โครงการ Anantara Ubud Residences ในบาหลี อินโดนีเซีย , โครงการ Four Seasons Koh Samui ที่จะเริ่มขายปีนี้และปีหน้า นอกจากนี้ยังมีที่ดิน 500 ไร่ในภูเก็ตที่พร้อมทำเป็นเฟสถัดไป เป็นโครงการคอนโดมิเนียม วิลล่า เป็นต้น ซึ่งจะเสริมการเติบโตทั้งรายได้และกำไร
นอกจากนี้ยังบุกทำตลาดในต่างประเทศทั้งโรงแรมและ Residences ที่จะได้ค่าธรรมเนียมบริหารการสร้าง Residences โดยใช้แบรนด์โรงแรมของบริษัท 7 แห่ง ได้แก่ Anantara Miami , Oaks Riyadh, Tivoli La Vie Muscat ในโอมาน , Anantara Zanzibar ในแทนซาเนีย เป็นต้น
นายดิลลิป ระบุ่ว่า บริษัทโฟกัสธุรกิจโรงแรมในอินเดีย จีน ญี่ปุ่น มองว่าเป็นตลาดทีมีอัตราเติบโตมาก และมีประชากรมาก คาดว่าจะมีจำนวนโรงแรมมากขึ้นราว 20 แห่งภายในปี 73
นายดิลลิป กล่าววา บริษัทจะปลดล็อกมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในส่วนที่ยังไม่ได้รับการสะท้อนอย่างเต็มที่ ผ่านแผนการเสนอขายทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสงหาริมทรัพย์ (REIT) โดยเตรียมนำธุรกิจโรงแรม จำนวนทั้งสิ้น 14 แห่ง แบ่งเป็น 12 แห่งที่ยุโรป และอีก 2 แห่งในไทย มูลค่าทรัพย์สินรวม 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ขายเข้ากอง REIT และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายไปลดภาระดอกเบี้ย คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ขณะที่ MINT ต้องการเข้าถือกอง REIT อย่างมีนัยสำคัญ อาจจะไม่ถึง 50% ซึ่งอาจจะได้รับเงิน 500-600 ล้านเหรียญ จะนำไปลดหนี้สินลง
ทั้งนี้ MINT มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยรวม 93 หมื่นล้านบาท (ณ สิ้นปี 68) โดย 50% เป็นหนี้เงินยูโร
ขณะที่การขยายธุรกิจอาหาร ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้แบรนด์ที่มีอยู่แข็งแกร่งมากขึ้น โดยการเติบโตของไมเนอร์ ฟู้ด จะถูกผลักดันด้วย 3 ประการ คือ การคิดค้นเมนูใหม่ และ แบรนด์ใหม่ๆ, การขยายงานอย่างรวดเร็ว ผ่านการมุ่งเน้นตลาดใหม่ เช่น ตลาดอินเดีย และ CLMV, การทรานฟอร์มสู่ดิจิทัล เพื่อยกระดับบริการทั้งก่อนและหลังการขาย
ส่วนแผนการนำ Minor Food เสนอขาย IPO ตลาดหุ้นฮ่องกง เพราะเห็นว่า Minor Food มีศักยภาพเติบโต และขาย IPO เข้าตลาดหุ้นฮ่องกงนั้นน่าจะช่วยดึงดูดความน่าสนใจมากกว่าซึ่งตลาดหุ้นฮ่องกงมีฐานนักลงทุนกว่ากว่าในตลาดหุ้นไทย โดยเรามองงว่า Minor Food มีสถานะเป็น Regional Play ส่วนไทมไลน์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา ทั้งจำนวนหุ้นที่จะขาย และรายละเอียดอื่น อาจจะเป็นปลายปีนี้ที่จะเข้าตลาดได้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.พ. 69)





