
คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นตัวแทนเจรจานโยบายการค้าของชาติสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ประเทศ ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยึดมั่นตามเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าที่ทำร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว พร้อมย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า “ข้อตกลงต้องเป็นข้อตกลง”
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ศาลสูงสุดสหรัฐฯ ได้มีคำพิพากษายกเลิกมาตรการกำแพงภาษีทั่วโลกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ปธน.ทรัมป์ตอบโต้ทันควันด้วยการประกาศเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราวรอบใหม่แบบเหมารวมทุกรายการในอัตรา 10% ก่อนจะประกาศขยับขึ้นเป็น 15% ในวันเสาร์ (21 ก.พ.)
จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว EC ได้ออกแถลงการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องชี้แจงให้เกิดความกระจ่างอย่างเต็มที่ ถึงแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปหลังศาลมีคำวินิจฉัยออกมา พร้อมอ้างถึงแถลงการณ์ร่วมที่กำหนดเงื่อนไขข้อตกลงการค้าเมื่อปีที่แล้ว โดยชี้ว่า “สถานการณ์ปัจจุบันไม่เอื้อให้เกิดการค้าและการลงทุนข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เป็นธรรม สมดุล และเป็นประโยชน์ร่วมกัน ตามที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงกันไว้”
คณะผู้บริหาร EU ยังระบุเสริมด้วยว่า “โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าของ EU จะต้องได้รับสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างดีที่สุดต่อไป โดยจะต้องไม่มีการขึ้นภาษีทะลุเพดานที่เคยตกลงกันไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมแล้ว” พร้อมเตือนว่าอัตราภาษีที่คาดเดาไม่ได้นั้นสร้างความปั่นป่วนและบั่นทอนความเชื่อมั่นของตลาดทั่วโลก
ทั้งนี้ ข้อตกลงการค้าเมื่อปีที่แล้วกำหนดให้สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่จาก EU ในอัตรา 15% ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้พิกัดอัตราภาษีเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น เหล็กกล้า นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีการยกเว้นภาษี (อัตรา 0%) สำหรับสินค้าบางชนิด เช่น อากาศยานและชิ้นส่วนอะไหล่ ในขณะที่ฝั่ง EU ก็ตกลงที่จะยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการจากสหรัฐฯ และระงับแผนการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด EC เปิดเผยว่า มารอช เชฟโชวิช กรรมาธิการด้านการค้าของ EU ได้เร่งหารือในประเด็นดังกล่าวกับเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และโฮเวิร์ด ลุตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ แล้วเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (21 ก.พ.)
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





