
คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยว่า นโยบายการค้าที่ไม่แน่นอนของสหรัฐอเมริกาอาจทำให้ภาคธุรกิจเผชิญภาวะชะงักงันอีกครั้ง พร้อมกับแสดงความคาดหวังว่า แผนการจัดเก็บภาษีครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังคำตัดสินของศาลฎีกานั้น จะผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีพอ เพื่อให้ภาคธุรกิจรู้ว่าควรรับมืออย่างไร
ลาการ์ดแสดงความเห็นดังกล่าวในรายการ “Face the Nation” ของสถานีโทรทัศน์ซีบีเอสเมื่อวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) โดยศาลมีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรจากทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 120 วัน และต่อมาในวันเสาร์ (21 ก.พ.) ปธน.ทรัมป์ได้ปรับขึ้นภาษีดังกล่าวเป็น 15% โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี ค.ศ. 1974 ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีแก่ประธานาธิบดีเพื่อจัดการกับปัญหาการขาดดุลการค้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ลาการ์ดกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งรังแต่จะทำให้เกิดภาวะชะงักงัน พร้อมกับเสริมว่า ผู้คนต่างต้องการทำธุรกิจ โดยไม่ต้องการยุ่งกับเรื่องคดีความทางกฎหมาย ดังนั้น เธอจึงคาดหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ และไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วนเพียงพอ เพื่อที่ทุกฝ่ายจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความท้าทายอื่น ๆ อีก นอกจากนี้ เธอคาดหวังว่าแผนภาษีครั้งใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





