หนี้ครัวเรือน Q3/68 ทรงตัว คนเงินเดือนหลักแสนเริ่มค้างจ่ายมากขึ้น อัตราว่างงาน Q4 ยังต่ำ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รายงานหนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 3/68 อยู่ที่ระดับ 86.8% ของ GDP ทรงตัวจากไตรมาสที่แล้ว (ไตรมาส 2/68) โดยหนี้สินครัวเรือนในไตรมาส 3/68 มีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ โดยข้อมูลจากเครดิตบูโร พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPLs ต่อสินเชื่อรวม 9.4 % เพิ่มขึ้นจาก 9.1 % ของไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

  1. การกำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน และสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย และผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPLs ในอนาคต จึงควรผลักดันให้ผู้ให้บริการทุกรายเข้าร่วมเครดิตบูโร มีมาตรการกำกับสินเชื่อออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น และกำหนดเพดานหนี้ร่วม
  2. คนรายได้ระดับกลางถึงสูง เริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น โดยข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ว่ากลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาท/เดือน ประมาณ 21% เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้ เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่มีรายได้ต่ำกว่า อีกทั้งยังมีข้อมูลว่า กลุ่มที่รายได้ต่ำกว่า 50,000 บาท/เดือน ประมาณ 31% มีภาระหนี้สูงเกิน 60% ของรายได้ ส่วนกลุ่มผู้มีรายได้ 15,000-30,000 บาท/เดือน ยังเป็นกลุ่มที่ยังประสบปัญหาการชำระหนี้มากที่สุด จึงต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น การแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ หรือการมีมาตรการจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา

การจ้างงาน Q4/68 หดตัวต่อเนื่อง

สถานการณ์แรงงานในไตรมาส 4/68 พบว่า ผู้มีงานทำ มีจำนวนทั้งสิ้น 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน (ไตรมาส 4/67) โดยแบ่งเป็น

  • แรงงานนอกภาคเกษตรกรรม 28.3 ล้านคน ขยายตัว 0.2 % ซึ่งขยายตัวมากสุดในสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ 3.2% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต 1.2 %
  • แรงงานในภาคเกษตรกรรม 11.5 ล้านคน หดตัว 3.4% ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพ.ย.68 ที่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 แสนไร่ ประกอบกับแรงงานบางส่วน อยู่ในช่วงรอฤดูเพาะปลูก

นอกจากนี้ ในภาพรวมของชั่วโมงการทำงานของแรงงานค่อนข้างทรงตัว โดยภาพรวมอยู่ที่ 42.9 ชั่วโมง/สัปดาห์ โดยภาคเอกชน อยู่ที่ 47.3 ชั่วโมง/สัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลา อยู่ที่ 6.4 ล้านคน 5.7% ขณะที่ผู้ทำงานต่ำระดับ อยู่ที่ 1.5 แสนคน ลดลง 34.4%

โดยไตรมาส 4/68 มีผู้ว่างงานประมาณ 2.8 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 0.7% ลดลงชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 0.88% โดยในส่วนของค่าจ้างแรงงาน พบว่า ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 15,912 บาท/คน/เดือน เพิ่มขึ้น 1.1% แต่ค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยของภาคเอกชน อยู่ที่ 14,711 บาท/คน/เดือน หรือ 0.08 %

สำหรับภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า ส่วนอัตราการว่างงาน ปี 2568 อยู่ที่ 0.81%

ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่

  1. การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี
  2. การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของแรงงาน จากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจนและเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)