
กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (BAY) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 30.80-31.30 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 31.17 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 30.97-31.32 บาท/ดอลลาร์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เงินดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินสำคัญส่วนใหญ่ โดยได้แรงหนุนจากรายงานการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เมื่อเดือนม.ค. ซึ่งสะท้อนความเห็นที่แตกต่างกันของสมาชิก FOMC โดยเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากประเมินว่า ความเสี่ยงด้านลบต่อการจ้างงานลดลง ขณะที่เฟดกังวลว่าเงินเฟ้อยังคงสูง
นอกจากนี้ เฟดเตือนเกี่ยวกับการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม โดยระบุว่า การลดดอกเบี้ย อาจถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าความมุ่งมั่นของเฟดที่จะบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% นั้นอาจอ่อนแอลง
ส่วนสภาพคล่องการซื้อขายในตลาดการเงินหลักหลายแห่งของเอเชีย เป็นไปอย่างเบาบาง เนื่องในวันหยุดเทศกาลตรุษจีน ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติซื้อหุ้นไทย 11,041 ล้านบาท แต่ขายพันธบัตร 8,631 ล้านบาท
สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า ขณะที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ วินิจฉัยว่ากฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีศุลกากร ทำเนียบขาว จึงประกาศแผนการจัดเก็บภาษีศุลกากรทั่วโลกตามมาตรา 122 ในอัตรา 15% ภายใต้ระยะเวลาจำกัด 150 วัน เว้นแต่สภาฯ จะขยายเวลาเพิ่มเติม จึงทำให้เกิดความไม่แน่นอนด้านนโยบายกำลังเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงข้อกังวลว่า รายได้จากภาษีศุลกากรที่จัดเก็บไปก่อนหน้านี้ อาจต้องถูกคืน ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ ขาดดุลการคลังมากขึ้น
ขณะที่การยกเลิกภาษีศุลกากร อาจช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่ารัฐบาลทรัมป์ จำเป็นต้องลดผลกระทบของเงินเฟ้อในปีนี้ เพราะจะมีการเลือกตั้งกลางเทอม และในภาวะเช่นนี้ คาดว่าโมเมนตัมการฟื้นตัวของค่าเงินดอลลาร์จะสะดุดลง
นอกจากนี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงดอกเบี้ยที่ 1.25% ในการประชุมวันที่ 25 ก.พ.นี้ ส่วนการที่สภาพัฒน์ รายงานเศรษฐกิจไตรมาส 4/68 ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือว่าสดใสกว่าที่ตลาดคาดไว้ และเมื่อเทียบรายไตรมาส GDP เติบโต 1.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การขยายตัวทั้งปี 68 อยู่ที่ 2.4%
ทั้งนี้ วิจัยกรุงศรี มองว่า ปัจจัยชั่วคราว อย่างโครงการคนละครึ่งพลัส มีส่วนช่วยหนุนจีดีพีช่วงท้ายปี 68 ขณะที่แรงส่งเชิงบวก อาจชะลอลงในปีนี้ แต่หากรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะช่วยให้นโยบายมีความต่อเนื่อง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





