
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรุงเทพประกันชีวิต [BLA] เปิดเผยผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/68 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,473 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 0.86 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 707 ล้านบาท หรือ 92% จากไตรมาส 4/67 โดยเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานด้านการประกันภัยเพิ่มขึ้น 404 ล้านบาท และรายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้น 515 ล้านบาท
ขณะที่ทั้งปี 68 มีกำไร 6,968 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 4.08 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 2,334 ล้านบาท หรือ 50% โดยเพิ่มขึ้นจากผลการดำเนินงานด้านการประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 887 ล้านบาท และรายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,523 ล้านบาท
ทั้งนี้ ในไตรมาส 4/68 บริษัทฯ มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวนทั้งสิ้น 1,694 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากช่องทางธนาคารมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกลดลง 21% โดยมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจาก ช่องทางธนาคาร 58% ช่องทางตัวแทน 31% และช่องทางอื่นๆ 11% และ มีเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 6,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
สำหรับปี 68 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 8,107 ล้านบาท เติบโต 15% โดยเป็นผลจากช่องทางธนาคารเพิ่มขึ้น 13% ช่องทางตัวแทนที่เพิ่มขึ้น 13% และช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้น 44% โดยมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจากช่องทางธนาคารสัดส่วน 67% ช่องทางตัวแทน 23% และช่องทางอื่นๆ 10% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 26,652 ล้านบาท ลดลง 4%
สินทรัพย์รวมของบริษัท ณ วันที่ 31 ธ.ค.68 เท่ากับ 315,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก ณ วันที่ 31 ธ.ค.67 ราว 0.2% หรือเท่ากับ 630 ล้านบาท ทั้งนี้ สินทรัพย์ลงทุนและรายการเทียบเท่าเงินสดคิดเป็นสัดส่วน 98% ของสินทรัพย์รวม และคิดเป็นอัตราส่วนต่อหนี้สินจากสัญญาประกันภัยที่ 120%
นายโชน กล่าวว่า ในปี 68 กรุงเทพประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้ทำหน้าที่ด้วยความ “ใส่ใจ” ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม เพื่อก้าวสู่การเป็น บริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งด้านความใส่ใจ (The Most Caring Life Insurance Brand) โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้านตลอดทุกช่วงชีวิต โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดี ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความผูกพันระยะยาว โดยได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปี 68 กรุงเทพประกันชีวิตมีคะแนน Net Promoter Score (NPS) ที่ 54% สะท้อนถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
“ด้วยสภาพสังคม โครงสร้างประชากร และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สังคมไทยคำนึงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทั้งด้านสุขภาพ และการวางแผนชีวิตอย่างยั่งยืน “Longevity” ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนใฝ่หาและการเตรียมความพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ยืนยาวยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในปีนี้ กรุงเทพประกันชีวิตจึงประกาศเป้าหมายและทิศทางการทำงานในการสร้างความแตกต่างในด้านความใส่ใจ ด้วยการยกระดับตัวแทนทุกคนให้เป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ Life Care Partner” ซึ่งหมายถึงความใส่ใจในลูกค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิตตั้งแต่วันนี้และตลอดไป ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินทุกท่านในการเป็นตัวแทนของความใส่ใจผ่านการอบรมหลักสูตร Life Care Partner พร้อมเสริมทักษะและศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังจะมาถึง” นายโชนกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 ก.พ. 69)





