
ภาคธุรกิจอังกฤษออกโรงเตือนเมื่อวันจันทร์ (23 ก.พ.) ว่า มาตรการภาษีนำเข้าใหม่ 15% ที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ อาจทำให้ต้นทุนผู้ส่งออกอังกฤษสูงขึ้น และซ้ำเติมความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสองประเทศ
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีเดิมที่อ้างอำนาจตามกฎหมาย IEEPA เมื่อวันศุกร์ (20 ก.พ.) ซึ่งเป็นเสาหลักของนโยบายภาษีตอบโต้ของทรัมป์
ภายหลังคำตัดสิน ทรัมป์ใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้า ค.ศ. 1974 กำหนดภาษีใหม่ 15% ต่อสินค้านำเข้าหลากหลายรายการ แม้บางประเทศถูกเก็บภาษีลดลงเมื่อเทียบกับอัตราก่อนหน้านี้ แต่อังกฤษและออสเตรเลียกลับเผชิญอัตราที่แท้จริงสูงขึ้น
วิลเลียม เบน หัวหน้าฝ่ายนโยบายการค้า หอการค้าอังกฤษ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเท่ากับการเพิ่มภาษีราว 5% สำหรับสินค้าจำนวนมากจากอังกฤษที่ส่งไปสหรัฐฯ ยกเว้นสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจอังกฤษ-สหรัฐฯ (EPD)
เบนประเมินว่า ภาษีใหม่จะเพิ่มภาระต้นทุนการส่งออกของอังกฤษไปยังสหรัฐฯ ราว 2–3 พันล้านปอนด์ (2.7–4.05 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมชี้ว่า บริษัทอังกฤษกว่า 40,000 แห่งที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ จะรู้สึกผิดหวังต่อมาตรการดังกล่าว
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายเดี่ยวรายใหญ่ที่สุดของอังกฤษ ทำให้การปรับเปลี่ยนภาษีมีความอ่อนไหวต่อผู้ส่งออกอย่างมาก โดยภาคธุรกิจย้ำว่า ข้อตกลง EPD ที่ช่วยลดภาษีบางรายการในช่วงที่ผ่านมา จำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน เบนชี้ว่า คำวินิจฉัยของศาลยังทำให้เกิดคำถามว่า ผู้นำเข้าสหรัฐฯ จะสามารถขอคืนภาษีที่เคยชำระไปแล้วได้หรือไม่ และผู้ส่งออกอังกฤษจะได้รับประโยชน์จากเงินคืนดังกล่าวหรือไม่
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ การแตกตัวของห่วงโซ่อุปทาน และเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว การคงอัตราภาษีในระดับสูงอาจกดดันการส่งออกของอังกฤษและกระแสการค้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกโดยรวม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 ก.พ. 69)





