IMF คาด GDP สหรัฐฯ ปี 69 โต 2.6% แนะเร่งลดขาดดุลงบประมาณ-จับมือคู่ค้าลดกำแพงภาษี

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะขยายตัวแข็งแกร่งที่ 2.6% ในปีนี้ อย่างไรก็ดี แม้เศรษฐกิจเฟื่องฟูขึ้น แต่ IMF เตือนว่าความไม่แน่นอนเกี่ยวกับนโยบายการค้าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากกว่าที่คาดไว้ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อหาแนวทางผ่อนคลายมาตรการจำกัดทางการค้าร่วมกัน ขณะเดียวกัน IMF ยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ลดการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากมองว่าเป็นแนวทางสำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการขาดดุลการค้าที่อยู่ในระดับสูงเกินไป

กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เผยแพร่รายงานทบทวนนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ ประจำปีตาม “มาตรา 4” (Article IV) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งแรก โดยคาดการณ์ว่า GDP ที่แท้จริงของสหรัฐฯ ในปี 2569 จะขยายตัว 2.6% เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค. ว่าจะขยายตัว 2.4% และเพิ่มขึ้นจากระดับ 2.2% ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม IMF เตือนว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังไม่กลับเข้าสู่เป้าหมาย 2% จนกว่าจะถึงต้นปี 2570 ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางเศรษฐกิจที่อาจถูกกระทบจากนโยบายการค้า

คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการจัดการของ IMF เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นก่อนที่ศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำวินิจฉัยยกเลิกภาษีศุลกากรหลายรายการของทรัมป์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทาง IMF กำลังอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์ผลกระทบจากความคืบหน้าดังกล่าว โดยก่อนการเผยแพร่รายงาน กอร์เกียวาได้เข้าพบกับ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

นอกจากนี้ เธอกล่าวด้วยว่า IMF มีความกังวลเช่นเดียวกับรัฐบาลทรัมป์ในเรื่องของขนาดการขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ โดยย้ำว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูงมาก และฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ รับทราบประเด็นดังกล่าวแล้ว

ด้านไนเจล ชอล์ก ผู้อำนวยการฝ่ายซีกโลกตะวันตกของ IMF ระบุว่า การลดการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการปรับลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่ง IMF ประเมินว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.5%-4.0% ของ GDP ในระยะใกล้

อย่างไรก็ดี IMF คาดว่าการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ จะยังอยู่ในช่วง 7%-8% ของ GDP ในอีกหลายปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กว่าสองเท่า และหนี้สาธารณะรวมของรัฐบาลสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแตะ 140% ของ GDP ภายในปี 2574

IMF ยังเตือนด้วยว่า แม้ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะเผชิญวิกฤตหนี้รัฐบาลยังอยู่ในระดับต่ำ แต่การเพิ่มขึ้นต่อเนื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP และระดับหนี้ระยะสั้นที่สูงขึ้น กำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก

ในส่วนของนโยบายการค้า รายงานของ IMF ระบุว่าการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรอย่างกว้างขวางของทรัมป์เพื่อลดการขาดดุลการค้าและดึงฐานการผลิตกลับประเทศนั้น ได้สร้างความปั่นป่วนต่อห่วงโซ่อุปทานและตลาดการเงินทั่วโลก IMF จึงเสนอแนะให้รัฐบาลสหรัฐฯ หันมาทำงานร่วมกับพันธมิตรอย่างสร้างสรรค์เพื่อลดข้อจำกัดทางการค้า และควรใช้มาตรการภาษีหรือการควบคุมการส่งออกเฉพาะในขอบเขตที่จำกัดเท่าที่จำเป็นต่อความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (20 ก.พ.) ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยให้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าฉุกเฉินในวงกว้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 2517 เพื่อกำหนดภาษีทดแทน โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงดุลการชำระเงิน ขณะที่ภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมในอัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าทั่วโลกมีผลบังคับใช้หลังคำวินิจฉัยดังกล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)