
รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรบุคคล นิติบุคคล และเรือรวมกว่า 30 รายการในวันพุธ (25 ก.พ.) โดยระบุว่าเป็นกลุ่มที่ให้การสนับสนุนการขายน้ำมันอย่างผิดกฎหมายของอิหร่าน ตลอดจนการผลิตขีปนาวุธและอาวุธยุทโธปกรณ์ขั้นสูง (ACW)
สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการดังกล่าวมุ่งเป้าไปยังเรือ 12 ลำ รวมถึงเจ้าของเรือและผู้ให้บริการเรือเหล่านั้น
นอกจากนี้ การคว่ำบาตรดังกล่าวยังมุ่งเป้าไปยังเครือข่ายหลายแห่งที่ช่วยสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และกระทรวงกลาโหมและกองกำลังสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ของอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นการจัดหาวัตถุดิบตั้งต้นและเครื่องจักรที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ซึ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธและ ACW ตลอดจนการส่งออกอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ไปยังประเทศที่สาม
แถลงการณ์ระบุว่า ในปี 2568 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรบุคคล เรือ และเครื่องบินไปแล้วกว่า 875 รายการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธการ “กดดันสูงสุด” (maximum pressure) ที่สหรัฐฯ บังคับใช้กับอิหร่าน
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) ว่า เขาจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวหาว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่อาจยิงไกลถึงดินแดนสหรัฐฯ ได้ในเร็ว ๆ นี้
ทั้งนี้ การเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีกำหนดจัดขึ้นในวันนี้ (26 ก.พ.) ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร
นักวิเคราะห์จำนวนมากให้ความเห็นว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านรอบที่กำลังจะมาถึงนี้ อาจเป็นโอกาสทางการทูตครั้งสุดท้าย ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอล อาจจะเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารร่วมกันเพื่อจัดการกับอิหร่าน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)





