NEO ทุบสถิติ All-Time High ยอดขายปี 68 ทะลุหมื่นลบ.รับอานิสงส์มาตรการรัฐ-นวัตกรรมสินค้าใหม่

บมจ.นีโอ คอร์ปอเรท [NEO] เผยข้อมูลมูลค่าตลาดหลักของบริษัทในปี 2568 เติบโต 10-11% ขณะที่ตลาดโตเพียง 4% ส่วนผลการดำเนินงานทำยอดขายรวม 10,738 ล้านบาท เติบโต 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สร้างสถิติยอดขาย All-Time High ในไตรมาส 4/68 ที่ 2,938 ล้านบาท เติบโต 10.5% YoY เป็นผลจากความสำเร็จในการวางกลยุทธ์เพื่อมุ่งเน้นการเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในประเทศอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมควบคู่กับการยกระดับผลิตภัณฑ์เดิมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างอย่างเข้มข้นในปี 2569 เพื่อสร้างการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจตามหลักความยั่งยืน (ESG)

นายสุทธิเดช ถกลศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NEO กล่าวว่า ความสำเร็จในปี 68 ด้วยยอดขายที่ 10,738 ล้านบาท และอัตราเติบโตเหนือค่าเฉลี่ยของตลาด สะท้อนถึงความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคได้ทันท่วงที การขยายพื้นที่และช่องทางการจัดจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการขยายตลาดไปยังกลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ นอกจากนี้ กลยุทธ์ ‘Innovation-led Premiumization’ ยังสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน เพิ่มส่วนแบ่งตลาด และสร้างการเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้อยู่ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย

ก้าวต่อไปในปี 2569 เราจะยกระดับการพัฒนาสินค้านวัตกรรมที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น มุ่งวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ยังไม่มีสินค้าใดตอบโจทย์ (Unmet Needs) เพื่อส่งมอบประสบการณ์และโซลูชันที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ได้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น พร้อมกับยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์ได้ครองใจผู้บริโภคได้ยาวนาน

ยอดขายรวมทั้งปี 68 เติบโตจากปีก่อน 6.7% มีแรงขับเคลื่อนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน และกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ที่เติบโตในอัตรา 14.1% และ 9.6% ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาส 4/68 ที่สามารถสร้างสถิติยอดขายสูงสุดตลอดกาล (All-Time High) ที่ 2,938 ล้านบาท เติบโต 10.5% YoY และ 11.8% QoQ รับรู้กำไรสุทธิ 166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 181.4% QoQ ด้วยปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการส่งเสริมกำลังซื้อผู้บริโภคของภาครัฐ อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายและควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพยังส่งผลให้บริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นอย่างชัดเจน

NEO ยังคงขยายส่วนแบ่งตลาดต่อเนื่องด้วยมูลค่าตลาด ในปี 68 ที่เติบโต 10–11% ขณะที่ภาพรวมตลาด FMCG เติบโตเพียง 4% และเติบโตได้ในทุกเซกเมนต์ที่สำคัญ

  • ผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงผิว : เติบโตถึง 55% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 4% ส่งผลให้ NEO ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับ 10 ของผู้นำตลาดจากอันดับ 11 ในปีก่อนหน้า ซึ่งผลิตภัณฑ์เด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ BeNice Bright & Protect Grape ExoBright Body Serum, D-nee Blooming Glow Series Body Serum, Benice Glow & Perfume Collagen Body Serum และ Vivite White & Anti-Aging Body Serum
  • ผลิตภัณฑ์ปรับผ้านุ่ม : เติบโตถึง 15% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 4% และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 11.7% โดยมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นอย่าง Fineline Premium Soft สูตรลดขนสัตว์และฝุ่นติดผ้า ที่นำเสนอนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม
  • ผลิตภัณฑ์ซักผ้า : เติบโต 10% โดยมีแบรนด์ Fineline ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เด่นอย่างผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น 3in1 ที่ผนวกคุณสมบัติซัก ปรับ รีด ไว้ในขั้นตอนเดียว รวมถึงผลิตภัณฑ์ซักผ้าสำหรับเครื่องซักผ้าฝาหน้า ซึ่งสอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้เครื่องซักผ้ามากขึ้น ทั้งในครัวเรือนและร้านสะดวกซัก
  • ผลิตภัณฑ์ครีมอาบน้ำ : เติบโตถึง 9% ขณะที่ตลาดรวมโตเพียง 1% และส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 23.7% โดยมีผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น ได้แก่ BeNice Grape ExoBright Shower Gel ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่นำนวัตกรรม EXOSOME มาใช้ในการดูแลผิวกายเป็นครั้งแรก
  • ผลิตภัณฑ์โรลออน : เติบโตถึง 9% ขณะที่ตลาดรวมหดตัว 5% และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเป็น 14% จากแบรนด์ Eversense, Vivite และ TROS

NEO มุ่งต่อยอดการเติบโตสู่ตลาดศักยภาพสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงวัย (Silver Age Products) ซึ่งสะท้อนเทรนด์สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยแบรนด์ D-nee Deluxe ที่ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผ้า ผลิตภัณฑ์บำรุงและทำความสะอาดผิว ซึ่งที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค ล่าสุด NEO ได้เสริมพอร์ตด้วยผลิตภัณฑ์แป้งและผ้าเช็ดผิวขนาดพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค

นอกจากนี้ NEO ได้ก้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงด้วยการเปิดตัวแบรนด์ LovliTails ภายใต้แนวคิด “Pet-Centric Natural Solution” ที่มุ่งเน้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง อ่อนโยน และปลอดภัย ครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลความสะอาดสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของใช้สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อตอบรับกระแส Pet Humanization ที่เติบโตต่อเนื่อง และวางรากฐานสู่การเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตระยะยาวของบริษัท

สำหรับปี 69 NEO จะมุ่งเน้นการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและคำนึงถึง ESG ในทุกกระบวนการ โดยมีแนวทางหลักดังนี้ :

  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ Wellness และ Longevity : มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลความเป็นอยู่ที่ดีและคุณภาพชีวิตในระยะยาว รวมถึงช่วยเสริมความมั่นใจและการใช้ชีวิตอย่างสมดุลในทุกช่วงวัย โดยมีแผนเปิดตัว SKUs ใหม่กว่า 200 รายการ ทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่และปรับปรุงจากผลิตภัณฑ์เดิม
  • ขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ : สำหรับในประเทศ ตั้งเป้าเติบโตในระดับเลขหลักเดียวระดับกลางถึงสูง พร้อมขยายช่องทางจัดจำหน่ายโดยเฉพาะออนไลน์ สำหรับต่างประเทศ ตั้งเป้าเติบโตระดับเลขสองหลัก โดยเฉพาะในตลาดเวียดนาม นอกจากนี้ ยังเตรียมขยายไปสู่ตลาดใหม่อื่น ๆ เช่น ฮ่องกง ผ่านร่วมมือกับ Big C, ฟิลิปปินส์ ผ่านความร่วมมือกับ Konvy และมาเลเซีย เป็นต้น
  • แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ เติมเต็มทุกช่องว่าง : มุ่งพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ยังไม่เคยมีมาก่อน บุกเบิกหมวดหมู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มธุรกิจปัจจุบัน ควบคู่กับการเสริมความแข็งแกร่งและสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

“สำหรับปี 69 ตลาด FMCG จะยังคงเป็นสมรภูมิแห่งการช่วงชิงความเข้าใจผู้บริโภค ท่ามกลางกระแสความต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีในทุกช่วงวัย เรามองว่านี่คือโอกาสสำคัญในการสร้างตลาดด้วยนวัตกรรม โดย NEO ยังคงมุ่งสู่การเป็นผู้ขับเคลื่อนเทรนด์ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหนือความคาดหมาย ตั้งใจส่งมอบคุณค่าและประสบการณ์ใหม่แก่ผู้บริโภคอย่างครอบคลุม เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน” นายสุทธิเดช กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)