
จีนแสดงท่าทีพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อผลักดันความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีให้ดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ มั่นคง และยั่งยืน ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมการจัดการหารือทวิภาคีรอบที่หก
เหอ หย่งเฉียน โฆษกกระทรวงพาณิชย์ของจีน แถลงว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงรักษาการสื่อสารในทุกระดับ ผ่านกลไกการหารือเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
โฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า จีนพร้อมประสานงานกับสหรัฐฯ เพื่อยึดมั่นในฉันทามติที่ผู้นำทั้งสองประเทศตกลงกันในระหว่างการพบกันที่เมืองปูซานเมื่อปีที่แล้ว และในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อวันที่ 4 ก.พ. โดยจีนพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐฯ บนพื้นฐานของการหารืออย่างเท่าเทียม เพื่อจัดการความแตกต่าง ขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติ และรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้า เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จีนและสหรัฐฯ มีกำหนดการจัดการเจรจาทางการค้ารอบที่หกในเร็ว ๆ นี้ โดยคณะผู้แทนเจรจาระดับสูงจากทั้งปักกิ่งและวอชิงตันเตรียมหารืออย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับสถานการณ์กำแพงภาษีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งแสวงหาลู่ทางใหม่ ๆ ในความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ไป่ หมิง นักวิจัยจากสถาบันความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศแห่งประเทศจีน (CAITEC) วิเคราะห์ว่า การเจรจารอบที่หกนี้มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นไปที่การขยายเวลาหรือปรับปรุงข้อตกลงระยะสั้นที่เคยทำไว้ รวมถึงการแสวงหาความร่วมมือใหม่ๆ
หมิงกล่าวว่า ในการเจรจารอบที่ห้า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหลายฉบับที่มีอายุเพียงหนึ่งปี เช่น มาตรการด้านภาษีและการผ่อนปรนการควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งข้อตกลงเหล่านี้กำลังจะหมดอายุลง จึงจำเป็นต้องเจรจาจัดทำข้อตกลงต่อเนื่องล่วงหน้า
“วอชิงตันคาดหวังให้ปักกิ่งผ่อนคลายข้อจำกัดในด้านแร่หายากเพิ่มเติม ในขณะที่จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการกระทำที่ผิดพลาดในการปิดกั้นอุตสาหกรรมไฮเทคของจีน ซึ่งประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้น ๆ ในการเจรจาครั้งนี้” เขากล่าว
สำหรับการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นมีชนวนเหตุสำคัญมาจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งสั่งยกเลิกมาตรการภาษีประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ภายใต้กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ส่งผลให้ภาษีเฟนทานิล 10% และภาษีตอบโต้ 34% ที่จัดเก็บกับสินค้าจีนกลายเป็นโมฆะ
อย่างไรก็ตาม หลังมีคำตัดสินดังกล่าว สหรัฐฯ ได้ปรับกลยุทธ์ทันทีด้วยการนำมาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 2517 มาใช้แทน โดยประกาศจัดเก็บภาษีนำเข้า 10% กับคู่ค้าทุกราย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมาและจะสิ้นสุดลงภายใน 150 วัน
นอกจากนี้ ทำเนียบขาวระบุหลายครั้งว่า อาจหันไปใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น เช่น การตรวจสอบตามมาตรา 301 และมาตรา 232 เพื่อจัดเก็บภาษีใหม่ เนื่องจากมาตรการตามมาตรา 122 นั้นมีลักษณะชั่วคราวและมีข้อจำกัดสำหรับการบังคับใช้ในระยะยาว
ด้านกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกกำแพงภาษีฝ่ายเดียวที่บังคับใช้อยู่ และขอให้ระงับการประกาศใช้ภาษีใหม่ ๆ โดยจีนยืนยันความพร้อมที่จะหารืออย่างตรงไปตรงมาในการเจรจาเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ รอบที่จะถึงนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)





