
นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการออกและเสนอขายหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มูลค่าเสนอขายรวม 8,000 ล้านบาท ให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ (Institutional Investors and/or High Net Worth Investors) โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำด้วยยอดจองกว่า 2.6 เท่าของมูลค่าเสนอขายเบื้องต้นที่ 5,000 ล้านบาท บริษัทจึงได้ปรับเพิ่มมูลค่าการเสนอขายเป็น 8,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุน
ประกอบด้วยหุ้นกู้ทั้งหมด 5 ชุด อายุ 3-12 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.03%-3.41% ต่อปี ซึ่งหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ที่ระดับ A(tha) แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้และที่ปรึกษาหุ้นกู้ด้านความยั่งยืนแต่เพียงผู้เดียว
สำหรับการออกหุ้นกู้ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 6 ของ BEM ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การระดมทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Financing Framework) ทั้งนี้ บริษัทได้รับความเห็นจากผู้ชำนาญการอิสระ (Second Party Opinion) จาก DNV (Thailand) Co., Ltd. เพื่อยืนยันความสอดคล้องของกรอบการระดมทุนและการใช้เงินตามหลักมาตรฐานสากล เงินที่ได้จะนำไปลงทุน และ/หรือ ทดแทนเงินลงทุนในโครงการขนส่งที่ใช้พลังงานสะอาด (Clean Transportation) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนของประชาชน
ขณะเดียวกัน BEM ได้เปิดเผยถึงผลประกอบการในปี 68 ว่า บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 3,781 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อน โดยมีรายได้รวมจาก 3 ธุรกิจ 16,916 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก ธุรกิจทางพิเศษ 8,833 ล้านบาท โดยมีปริมาณจราจรเฉลี่ย 1.11 ล้านเที่ยวต่อวัน ธุรกิจระบบราง 6,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76 ล้านบาท โดยรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินยังคงเป็นโครงการหลักที่สร้างรายได้ จากจำนวนผู้โดยสารที่เติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ 1,177 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีการบริหารควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน และบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพรวมการดำเนินงานดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ข้อมูล ณ สิ้นธันวาคม 68) ช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี(สุวินทวงศ์)) มีความคืบหน้างานระบบร้อยละ 36 คาดสามารถเปิดให้บริการต้นปี 71 ขณะที่ช่วงตะวันตก (บางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) งานโยธาและงานระบบมีความคืบหน้าร้อยละ 23 นอกจากนี้บริษัทยังได้จัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับสายสีน้ำเงินจำนวน 21 ขบวน มูลค่ากว่า 7,200 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของผู้โดยสารในอนาคต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ก.พ. 69)





