วิกฤตตอ.กลางกระทบแน่! หอการค้าฯ แนะเร่งบริหารความเสี่ยงต้นทุนพลังงาน-โลจิสติกส์-ค่าเงิน รองรับ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ยกระดับสู่การเผชิญหน้าโดยตรง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ตลาดพลังงาน และการเงินโลก เกิดความผันผวนอย่างมีนัยสำคัญนั้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะด้านราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน ซึ่งอาจส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทย ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เชิญหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานเศรษฐกิจ และภาคเอกชน รวมถึงหอการค้าไทย เข้าหารือเพื่อประเมินผลกระทบในภาพรวม และกำหนดแนวทางรองรับผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจไทยอย่างรอบด้าน ในช่วงบ่ายวันนี้

นายพจน์ ระบุว่า ความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็น “คอขวดพลังงานโลก” ถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่รองรับการขนส่งน้ำมันดิบประมาณ 14-20 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นราว 20% ของการค้าน้ำมันทางทะเลโลก รวมถึงเป็นเส้นทางสำคัญของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไปยังตลาดเอเชีย

หากเกิดข้อจำกัดด้านการเดินเรือ ไม่ว่าจะในลักษณะปิดช่องแคบ หรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ที่ทำให้บริษัทพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันชะลอการขนส่ง จะก่อให้เกิดภาวะตึงตัวของอุปทานพลังงานทันที ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในหลายประเทศ

“ประเทศในเอเชีย ได้แก่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นผู้นำเข้าน้ำมันหลักจากเส้นทางดังกล่าว โดยเฉพาะจีนที่พึ่งพาน้ำมันผ่านฮอร์มุซในสัดส่วนสูง หากราคาพลังงานปรับเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง ภูมิภาคเอเชียจะได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน สำหรับประเทศไทย ในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ จะสะท้อนผ่านต้นทุนการผลิต ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” ประธานกรรมการหอการค้าไทย ระบุ

นายพจน์ เพิ่มเติมว่า จากการประเมินร่วมกับภาคธุรกิจ และผู้ให้บริการโลจิสติกส์ สถานการณ์ปัจจุบันมีแนวโน้มก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน ดังนี้

1. ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยกระดับ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นทันที และมีแนวโน้มผันผวนต่อเนื่อง ซึ่งจะสะท้อนผ่านต้นทุนค่าขนส่งทางเรือ ทางอากาศ และทางบกทั่วโลก ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้าง

2. การขนส่งสินค้าไปยังอ่าวเปอร์เซียเผชิญ War Risk Premium ผู้ส่งออกที่มีปลายทางในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียจะเผชิญกับการเรียกเก็บ “ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม” (War Risk Premium) เพิ่มเติมจากสายเรือและบริษัทประกันภัย ซึ่งจะทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นทราบมาว่า สูงขึ้นประมาณ 50%

3. การส่งออกไปตะวันออกกลางอาจชะลอ หรือหยุดชั่วคราว ในระยะสั้น สายเรือบางส่วนอาจชะลอการรับจองตู้สินค้าไปยังพื้นที่เสี่ยง หรือปรับตารางเดินเรือใหม่ หากจำเป็นต้องขนส่งจริง ผู้ประกอบการจะต้องเผชิญทั้งต้นทุนที่สูงขึ้น และระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น ส่งผลต่อการบริหารสต็อกสินค้า และกระแสเงินสด

4. การส่งออกไปยุโรปยังเผชิญต้นทุนเพิ่มต่อเนื่อง แม้หลายเส้นทางไปยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก ได้ปรับอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปอยู่ก่อนหน้าแล้ว จากความตึงเครียดในทะเลแดง แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเดินเรือเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง ส่งผลต่อราคาสินค้าปลายทาง และความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย และสินค้าหากจะต้องปรับอ้อม เพื่อการขนส่งไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่จะกระทบต่อระยะเวลาการเดินทาง ซึ่งรวมไปกลับแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน โดยกระทบต่อการวางแผนตู้ขนส่งสินค้าไปกลับอีกด้วย

“หากเกิดสถานการณ์ที่ราคาพลังงานปรับสูงขึ้น พร้อมกับค่าระวางเรือเพิ่มขึ้นในเวลาเดียวกัน จะเป็นแรงกดดัน 2 ชั้น ต่อระบบการค้าโลก และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทย ควรเร่งทบทวนสัญญาการขนส่ง เงื่อนไขการประกันภัย และต้นทุนพลังงาน พร้อมเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของธุรกิจ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนในระยะสั้น” นายพจน์ ระบุ

ผลกระทบต่อการเดินทาง และความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ สายการบินระหว่างประเทศหลายแห่ง ได้ปรับเส้นทางบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่เสี่ยง ไม่ใช่แค่พื้นที่ตะวันออกกลาง แต่ยังกระทบไปยังยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออกด้วย ส่งผลให้เวลาเดินทางยาวนานขึ้น และต้นทุนเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจที่มีการติดต่อกับภูมิภาคดังกล่าว ควรติดตามประกาศด้านความปลอดภัย และบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และยิ่งช่วงนี้ เป็นฤดูท่องเที่ยวของฝั่งยุโรปด้วย จะทำให้กระทบต่อการเดินทางของทั้งนักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว

สำหรับแนวทางของภาครัฐ หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในมิติพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง

“ในวันนี้ ภาคเอกชนคงจะเสนอขอให้ภาครัฐ เร่งมาตรการต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว เช่น มาตราการเสริมสภาพคล่อง SME ของออมสินผ่านธนาคารพาณิชย์ Reinvent Thailand รวมถึงการทำงานเป็นทีมของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น นโยบายทางการเงิน และการคลัง รวมถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเศรษฐกิจ ทั้งคลัง เกษตร พาณิชย์ เป็นต้น เสริมกับกระทรวงต่างประเทศ ที่เน้นการทูตเชิงเศรษฐกิจตามที่ได้หารือกับภาคเอกชนก่อนหน้านี้” ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าว

นายพจน์ กล่าวด้วยว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนสูงนี้ ภาคธุรกิจควรเน้นการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ พร้อมจัดทำแผนรองรับหลายสถานการณ์ (Scenario Planning) และรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้เพียงพอ แมเสถานการณ์จะสร้างความไม่แน่นอน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในบางภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตร อาหาร อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจมีความต้องการเพิ่มขึ้น

“หอการค้าไทย พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มธุรกิจ และเสนอแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถบริหารความเสี่ยง และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน” นายพจน์ กล่าว

ทั้งนี้ หอการค้าไทย ขอให้ผู้ประกอบการ และประชาชน ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิด ดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบ และร่วมกันรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)