
หงัน กิ๊ม อย่อง รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ได้แถลงต่อรัฐสภาในวันนี้ (2 มี.ค.) ว่า รัฐบาลสิงคโปร์จะทบทวนการประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจ หากพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็น เนื่องจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางอาจผลักดันให้ราคาพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้น
รองนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์กล่าวว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสิงคโปร์ โดยผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งนี้จะยืดเยื้อนานเพียงใด
“เรากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะประเมินการคาดการณ์ตัวเลข GDP และอัตราเงินเฟ้อของสิงคโปร์ใหม่ หากจำเป็น” หงันกล่าว
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
ความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี ขณะที่เทรดเดอร์กำลังประเมินผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญของโลก
ทั้งนี้ สิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และต้องนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดที่จำเป็นต้องใช้ มีความเปราะบางอย่างมากต่อความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้สิงคโปร์ได้ออกมาเตือนว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และการหยุดชะงักของอุปทานอาจกระตุ้นให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)





