กกร. แนะไทยพลิกวิกฤตตอ.กลางเป็นโอกาส ดึงเม็ดเงินลงทุนโลก

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคเอกชนภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ประชุมเตรียมแผนรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยยอมรับว่าความเสี่ยงหลักอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมายังไทยถึง 60-70% แม้ไทยไม่ได้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านโดยตรงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมหารือร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นแล้ว ยืนยันว่าไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอ 60 วัน และยังมีแผนจัดหาจากแหล่งอื่นได้ จึงไม่น่ากระทบต่อปริมาณใช้น้ำมันในระยะสั้น แต่อาจต้องติดตามทิศทางราคาหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

ด้านการส่งออกไปอิหร่านและตะวันออกกลาง เช่น อาหารแปรรูปและยางรถยนต์ ยังมีสัดส่วนไม่มาก จึงยังไม่กระทบ ขณะที่การนำเข้าปุ๋ยและน้ำมันมีมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท ถือว่ายังจำกัด

นายเกรียงไกร มองว่า วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ GCC ที่ต้องการความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งถือเป็นยุทธศาสตร์ที่เราจะสามารถส่งเสริมได้ต่อไป รวมถึงเรื่องการลงทุน เนื่องจากไทยมีการวางตัวที่ดี และเป็นมิตรประเทศ เชื่อว่า จะเป็นจุดดึงดูดเม็ดเงินการลงทุนในหลายอุตสาหกรรม มองว่าไทยสามารถขยายตลาดได้ รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติที่มองหาพื้นที่ปลอดภัย พร้อมวางเป้าหมายให้ไทยเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แห่งการลงทุนในภูมิภาค”

ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการรับมือสถานการณ์ พร้อมสะท้อนความกังวลด้านการเดินเรือ แต่เห็นว่าการปรับเส้นทางเดินเรือและสถานะความเป็นพื้นที่ปลอดภัยของไทย อาจเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนแรงงาน จึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุแรงงานต่างด้าวเดิม ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศในระยะต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)