
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมรับมือ ภายหลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) จาก 10% เป็น 15% ซึ่งมาตรการดังกล่าวมีระยะเวลา 150 วัน โดยจะมีการหารือถึงแนวทางในการวางกลยุทธ์ในการเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากนี้ต่อไป
“ในรายละเอียดต่าง ๆ คงต้องมาคุยกันก่อน จะต้องมีการหารือว่า จะวางกลยุทธ์ในการเจรจากับเขา (สหรัฐฯ) หลังจากนี้ต่อไปอย่างไร หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินออกมา” นายเอกนิติ ระบุ
ด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์ยังค่อนข้างสับสน เพราะอัตราภาษีนำเข้าที่ไทยได้รับก่อนหน้านี้อยู่ที่ 19% และถูกยกเลิกไปแล้ว โดยจะมาใช้ Worldwide Tariff ในอัตรา 15% ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าหลังจากนี้ไทยควรจะมีท่าทีในการเจรจาอย่างไร เจรจาบนพื้นฐานของอะไร ภายใต้ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งอย่างน้อยไทยจะต้องหากลยุทธ์ในการเจรจา ที่ทำให้ภาคเอกชนรับรู้ว่าไทยจะได้ประโยชน์สูงที่สุด
รมว.ต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ จะมีการพูดคุยถึงท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยว่าขณะนี้เป็นอย่างไร โดยอาจจะประสานกับเอกอัครทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อช่วยประเมินท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย เพราะเรื่องนี้มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR), ทำเนียบขาว, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการต่างประเทศ และภาคเอกชน โดยอาจจะต้องมีการหาพันธมิตรที่พร้อมจะสนับสนุนไทยด้วย
“สิ่งที่เขาพูดออกมาตอนนี้ คือ 15% แต่มันเป็นเรื่องชั่วคราว ต่อไปอาจจะมีเพิ่มอีก ส่วนการเจรจาของไทยก่อนหน้านี้ที่ได้อัตราภาษี 19% แท้จริงก็ยังไม่มีข้อยุติสุดท้ายที่ชัดเจน เพราะยังมีหลายเรื่องภายในที่เรายังต้องมีมาตรการออกมาเกี่ยวข้อง เช่น การเปิดตลาด มาตรการภาคเกษตร เป็นต้น หลังจากนี้ก็คงต้องมาดูกัน…สถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น และถือเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับภาคธุรกิจ ถ้าเรายังไม่มีอัตราภาษีที่แน่นอน การค้าขายก็จะลำบาก ก็ต้องมาเร่งทำงานกัน” นายสีหศักดิ์ ระบุ
ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องมาหารือกันว่าถ้าตามแนวทาง Worldwide Tariff ไทยควรจะรับมืออย่างไร ด้วยกลยุทธ์อะไรที่จะดีที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับผู้ประกอบการไทย เพราะแนวทางภาษีดังกล่าวเป็นแค่อัตราภาษีชั่วคราว มีเวลา 150 วัน
ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าในช่วง 150 วัน จะทำให้เกิดการเร่งส่งออกสินค้าไทยมากขึ้นนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวหากผู้ประกอบการสามารถเร่งส่งออกได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
“ต้องหารือกันเพื่อหายุทธศาสตร์ และกำหนดกลยุทธ์ที่เป็นประโยชน์ที่สุดกับประเทศไทยก่อน ต้องคุยกันหลายหน่วยงาน ว่าแต่ละภาคส่วนมองเรื่องนี้อย่างไร หามาตรการที่เข้าใจตรงกัน และเป็นประโยชน์มากที่สุด ส่วนหลังจากครบ 150 วันแล้วจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ค่อยมาดูกันอีกที ว่าสุดท้ายแล้ว Worldwide Tariff ทำได้จริงหรือไม่” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 มี.ค. 69)




