
สำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) เปิดเผยในวันนี้ (3 มี.ค.) ว่า อัตราเงินเฟ้อยูโรโซนปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.9% ในเดือนก.พ. จากระดับ 1.7% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.7% โดยเป็นผลจากราคาอาหารและภาคบริการที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเข้ามาชดเชยราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ท่ามกลางแนวโน้มที่ภูมิภาคนี้อาจจะต้องเผชิญกับผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซที่กำลังพุ่งสูงขึ้น
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้ตัดราคาอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนออกไปแล้ว ขยับขึ้นสู่ระดับ 2.4% จาก 2.2% เนื่องจากเงินเฟ้อในภาคบริการเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้อีกครั้ง
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ตัวเลขจะออกมาสูงกว่าคาดการณ์ แต่ก็อาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของ ECB เพียงเล็กน้อย เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายกำลังพุ่งเป้าไปที่ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 10% ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยปกติแล้วผู้ค้าปลีกน้ำมันจะผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้ใช้รถภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน ดังนั้นผลกระทบด้านราคาอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หากความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อจนจำกัดการผลิตหรือการขนส่งพลังงานนานกว่าสองสามวัน
ด้านเจพีมอร์แกน (JP Morgan) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ที่คำนวณในสกุลเงินยูโรพุ่งขึ้น 10% จะดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) เพิ่มขึ้น 0.11 จุดเปอร์เซ็นต์ ภายใน 3 เดือน ซึ่งหมายความว่า ความเคลื่อนไหวของราคาพลังงานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอาจดันให้เงินเฟ้อขยับขึ้นราว 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ หากราคาทรงตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ต่ำกว่าเป้าหมายทั้งในปี 2569 และ 2570 ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อในครั้งนี้ หากยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ก็อาจไม่สร้างแรงกดดันในระยะสั้นให้ ECB ต้องรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากนโยบายการเงินต้องใช้เวลาพอสมควรในการส่งผล และแทบไม่สามารถลดทอนแรงกดดันด้านราคาในระยะสั้นได้ สอดคล้องกับมุมมองของตลาดการเงินที่คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของ ECB ที่ระดับ 2% ตลอดทั้งปีนี้ และยังไม่มีสัญญาณการพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาว ซึ่งบ่งชี้ว่าสงครามในขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มที่จะทำให้ ECB หลุดจาก “สถานการณ์ที่น่าพอใจ” ไปได้
“ตราบใดที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังถูกคาดการณ์ว่าจะอยู่ต่ำกว่า 2% ในปี 2569-2570 ก็ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ ECB จะต้องออกมาตรการใด ๆ” โซซิเอเต้ เจเนเรล (Societe Generale) ระบุในรายงาน พร้อมเสริมว่า “เว้นแต่ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรงโดยเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงมีสัญญาณของผลกระทบต่อเนื่องที่ชัดเจน จึงจะสมเหตุสมผลในการใช้นโยบายคุมเข้ม”
กระนั้น ECB อาจไม่รอนานเหมือนในปี 2565 ที่เคยดำเนินนโยบายล่าช้าจนต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นประวัติการณ์เพื่อสกัดราคา โดย ECB มีแนวโน้มที่จะระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อภายในประเทศยังคงทรงตัวเหนือระดับเป้าหมายมาหลายปี และมีเพียงราคาพลังงานที่ลดลงก่อนหน้านี้เท่านั้นที่ช่วยฉุดให้เงินเฟ้อรวมลดต่ำกว่าเป้าหมายได้
สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า ECB อาจจะยังคงตรึงดอกเบี้ยต่อไปตราบใดที่ราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นดูเหมือนจะเป็นเพียงผลกระทบชั่วคราว แต่ก็พร้อมที่จะลงมืออย่างรวดเร็วหากการคาดการณ์ระยะยาวหรือพฤติกรรมการตั้งค่าจ้างเริ่มเปลี่ยนไป
ทั้งนี้ ECB จะจัดการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 19 มี.ค. โดยคาดว่าโอกาสที่จะมีการปรับนโยบายนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากธนาคารมักจะดำเนินการก็ต่อเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในภาวะการเงิน และต้องการหลักฐานเพิ่มเติมว่าสงครามได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรต่อกลไกเศรษฐกิจก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางนโยบาย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 มี.ค. 69)





