
นางสาววัชราภรณ์ สุวินย์ชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น โกลบอล เอมไพร์ [EMPIRE] เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียน 72,750,000 ล้านบาท จากเดิม 363,750,000 ล้านบาท เป็น436,500,000 ล้านบาท ด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนแบบมอบอำนาจทั่วไป (General Mandate) จำนวน 145,500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท
และ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 4/2569 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 145,500,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 30% ของทุนชำระแล้วของบริษัท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Rights Offering) ในอัตราส่วน 3.3334 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุน เสนอขายราคาหุ้นละ 0.50 บาท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนในวันที่ 16 มีนาคม 2569 และกำหนดวันจองซื้อและชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนระหว่างวันที่ 3-9 เมษายน 2569
วัตถุประสงค์ในการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อลงทุนในหุ้นสามัญบริษัท ฟิวชั่น ซี จำกัด (Fusion C) ประกอบธุรกิจการจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ (ยกเว้นโปรแกรมเว็บเพจและเครือข่าย) จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ 100 บาท คิดเป็น 100% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ราคาซื้อขายไม่เกิน 10 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตให้กับ EMPIRE ส่วนจำนวนเงินที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป
นางสาววัชราภรณ์ กล่าวว่า ทิศทางการดำเนินงานช่วงไตรมาส 1/2569 ในระยะแรกจะมุ่งเน้นการศึกษาข้อมูลเชิงลึกขององค์กร วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างรอบด้าน พร้อมจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาทั้งหมดอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทิศทางธุรกิจมีความชัดเจน สามารถดำเนินงานต่อไปได้อย่างมั่นคง โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการ คณะที่ปรึกษา และ บุคลากรจากหน่วยงานอิสระที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบและวางระบบมาตรการกำกับการตรวจสอบให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย คาดว่าแผนการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะมีความชัดเจนขึ้นในช่วงไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป
“การเข้ามารับหน้าที่นี้จากกระบวนการคัดเลือกของคณะกรรมการบริษัท ด้วยความตั้งใจที่จะเข้ามาแก้โจทย์ธุรกิจอย่างจริงจัง แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างท้าทาย แต่เชื่อว่าปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการศึกษาข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน เพื่อเป็นฐานในการตัดสินใจในแต่ละขั้นตอน ขณะเดียวกันยังคงมุ่งเน้นการจัดระเบียบขององค์กร ผลักดันธุรกิจที่มีศักยภาพ พร้อมมองหาโอกาสการลงทุนเพื่อสร้างโซลูชั่นใหม่ รวมถึงการต่อยอดระบบนิเวศน์ทางธุรกิจครบวงจรด้วยความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการเสริมสร้างธุรกิจให้เป็นอาณาจักรที่มีการเติบโตของรายได้และอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง และ คำนึงถึงประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดภายใต้หลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด” นางสาววัชราภรณ์ กล่าว
ขณะที่ผลการดำเนินงานปี 2568 มีทิศทางที่ดีขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจ เพิ่มศักยภาพไปสู่อุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวและมีอัตรากำไรสูง ส่งผลให้บริษัทมีรายได้รวม 710.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้รวม 453.04 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 56.87% และมีผลขาดทุนสุทธิ 164.61 ล้านบาท ลดลง 62.54% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 439.04 ล้านบาท
จากผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนความสามารถในการลดผลขาดทุนสุทธิลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังอยู่ระหว่างการทบทวนโครงสร้างรายได้ และ มาตรการควบคุมต้นทุน พร้อมประเมินแนวทางปรับสัดส่วนธุรกิจ มุ่งเน้นเพิ่มรายได้และอัตรากำไรที่ดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 มี.ค. 69)





