
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) กล่าวว่า ความมั่นคงทางพลังงาน คือ จุดเปราะบางเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ การดำเนินการให้กลไกของรัฐสภาสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว และ แต่งตั้งผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์และซื่อสัตย์มาทำหน้าที่คณะผู้บริหารประเทศมีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศไทยภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจยุคสงคราม ส่วน พรรคประชาชนสามารถทำหน้าที่ฝ่ายค้านด้วยความเข้มแข็ง ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาลโดยยึดถือประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างสร้างสรรค์อยู่แล้ว การเมืองในภาวะวิกฤติของโลกเช่นนี้ ต้องเป็นการเมืองมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆที่จะทะยอยเกิดขึ้นเป็นระลอก มุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น ไม่ใช่มุ่งไปที่การแย่งชิงอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น รัฐบาล หรือ ฝ่ายค้าน ย่อมสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ทั้งสิ้นด้วยบทบาทและหน้าที่ต่างกัน
ความมั่นคงทางด้านพลังงาน และ ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จะเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล การขาดแคลนพลังงานอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงวิกฤติสงคราม มีความเป็นไปได้สูงที่ประเทศไทยจะเผชิญความเสี่ยง Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูง) พร้อมกับหลายประเทศเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงจากปัจจัยทางด้านอุปทานและต้นทุนการผลิต สิ่งนี้จะมาแทนที่ ภาวะเงินเฟ้อติดลบหรือภาวะเงินฝืดจากความอ่อนแอของอุปสงค์มวลรวมภายในประเทศก่อนหน้านี้
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบในตลาดโลกราคาได้ปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 35% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นการปรับขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์ที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1983 ขณะนี้ โรงกลั่นน้ำมันหลายแห่งในตะวันออกกลางได้หยุดการผลิต และ ล่าสุดมีการโจมตีคลังน้ำมันในอิหร่าน หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอาจต้องปรับมาตรการอุดหนุนราคาใหม่ เลี่ยงความเสี่ยงฐานะทางการคลังและส่งสัญญาณผิดใช้พลังงานไม่มีประสิทธิภาพ
รัฐบาลต้องเตรียมงบประมาณสำหรับรองรับวิกฤติเศรษฐกิจสงครามยืดเยื้อทางด้านอื่นๆ ด้วย เห็นด้วยกับการอุดหนุนราคาดีเซลด้วยกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คาดว่า กองทุนน้ำมันจะกลับไปติดลบอีกในเร็วๆนี้ จากก่อนหน้านี้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นบวกจากติดลบมาอย่างต่อเนื่อง 4 ปี และ เคยติดลบสูงถึง 1.3 แสนล้านบาท ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นโยบายพลังงานต้องเดินหน้า 4 แผนหลักควบคู่กันไป แผนพัฒนากำลังไฟฟ้าและความมั่นคงทางพลังงาน แผนอนุรักษ์พลังงานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก แผนลดก๊าซเรือนกระจาก การอนุรักษ์พลังงานด้วยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงานเป็นทางรอดสำหรับวิกฤติน้ำมันครั้งนี้ เนื่องจากไทยมีพลังงานสำรองต่ำและพึ่งพาการนำเข้าสูงมาก การลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และ ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar PV) มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของไทย
นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจของประเทศเอเชียตะวันออกที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจะกระทบหนักโดยเฉพาะญี่ปุ่น อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยญี่ปุ่นใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาเป็นเวลานานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและต่อสู้กับภาวะเงินฝืดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การที่อัตราดอกเบี้ยเงินเยนต่ำมากๆ ทำให้กองทุนขนาดใหญ่ทั้งหลายทั่วโลกกู้ยืมเงินเยนของญี่ปุ่นที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำมากๆ (หรือติดลบในบางช่วง) เพื่อแปลงเป็นเงินสกุลหลักอื่นๆโดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Yen Carry Trade เพื่อนำไปลงทุนในตลาดการเงินทั่วโลก ทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่สูงกว่าทั่วโลก เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อในญี่ปุ่น จะกดดันให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สิ่งที่เราจะได้เห็นในช่วงต่อไป คือ การปิดสถานะ (Unwind) Yen Carry Trade ปัญหาวิกฤติพลังงาน สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ นำไปสู่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ย แล้วนักลงทุนและกองทุนใหญ่ๆที่ทำ Yen Carry Trade จะรีบขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกเพื่อคืนเงินกู้ยืมในรูปเงินเยน ทำให้ตลาดการเงินโลกจะยังผันผวนปั่นป่วนและยังคงปรับฐานลดลงต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 มี.ค. 69)





