
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69 ภายใต้ชื่อปฏิบัติการ Operation Epic Fury ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่านเสียชีวิต ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่อิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้การสู้รบลุกลาม รวมถึงกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.69 และความเสียหายของโครงสร้างทางด้านพลังงานของประเทศภูมิภาค
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากราคาน้ำมันดิบ WTI (Spot) จะพบว่าราคาปิด ณ วันที่ 6 มี.ค.69 อยู่ที่ระดับ $91.33 ต่อบาร์เรล นับเป็นการเพิ่มขึ้น 38.5% จากก่อนสงครามข้างต้น (27 ก.พ.69) และยังเป็นระดับปิดสูงสุดตั้งแต่เดือน ก.ย.66
ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากเหตุการณ์ข้างต้น โดยเฉพาะการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ สอดรับกับบริบทของไทยที่พึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงจากภายนอกเป็นหลัก โดยจากข้อมูลในปี 68 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ 970,337 บาร์เรล/วัน และผลิตได้เองเพียง 161,605 บาร์เรล/วัน นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในแง่ของมูลค่าค่ายังพบว่าการนำเข้าสินค้าเชื้อเพลิงในปี 68 คิดเป็น 7.6% ต่อ Nominal GDP และเมื่อพิจารณาเฉพาะมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบพบว่าคิดเป็น 4.8% ต่อ Nominal GDP
ในการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและ SET Index ในปี 69 เราประเมินตามการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก ภายใต้สมมติฐานว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบมาจากการลดลงของอุปทานเป็นหลัก ไม่ใช่การผลักดันด้วยอุปสงค์ กล่าวคือเป็น Supply shock ที่เกิดจากอุปทานน้ำมันดิบในตะวันออกกลางเข้าสู่ตลาดน้ำมันโลกลดลง ไม่ใช่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น พร้อมกันนี้ เรายังประเมินบนสมมติฐานว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นมาจะคงอยู่ในระดับนี้ไปอีกอย่างน้อยถึงครึ่งปีหน้า
สมมติฐาน Base case คือ ราคาน้ำมันดิบ WTI ต่ำกว่า 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เราคาดว่า GDP ไทยในปี 69 จะเติบโต 1.8% (ประมาณการ ณ เดือน ก.พ.69) และ เป้าหมาย SET Index ปี 69 อยู่ที่ 1,535 จุด โดยมี EPS ที่ 93.0 บาท และ Forward P/E ที่ 16.5x
(เรามีการปรับเป้า SET Index ขึ้น โดยปรับ Forward P/E ขึ้นจาก 15.5x ตามความเชื่อมั่นที่มีแนวโน้มดีขึ้นจาก GDP ไตรมาส 4/68 ของไทยที่เติบโตได้ดีกว่าคาด และความหวังในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.69 ทั้งในด้านของความหวังต่อโครงการ/มาตรการทางเศรษฐกิจ และเสถียรภาพของการเมืองไทยที่มีแนวโน้มดีขึ้น)
จากสงครามในอิหร่านและราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เราแนะนำกลยุทธ์การลงทุนใน 2 รูปแบบด้วยกัน คือ 1) เก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ โรงกลั่น และเดินเรือ และ 2) ซื้อสะสมหุ้นปันผลที่มีพื้นฐานดีและราคาปรับตัวลงมาในช่วงก่อนหน้า (SET Index ปรับตัวลง 7.7% w-w ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 6 มี.ค.69) ซึ่งหนุนให้ Dividend yield น่าสนใจ อาทิ หุ้นในกลุ่มธนาคาร และหุ้นใน SETHD
PTTEP “เก็งกำไร”หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจะเป็นแรงหนุน เนื่องจากราคาขายน้ำมันดิบของบริษัทขึ้นกับราคาน้ำมันดิบโลก อีกทั้งบริษัทยังคงลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง โดยคาดปี 69 จะมีปริมาณขายเพิ่มขึ้นเป็น 560 KBOED หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 10% ปัจจัยหลักจากโครงการในไทย มาเลเซีย และแอลจีเรีย ราคาเป้าหมาย 146.00/150.00 บาท และ แนวรับ: 137.00/140.00 บาท
BBL “ซื้อสะสม” ประกาศจ่ายปันผลสำหรับ H2/68 ที่ 8 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Dividend yield ที่ 4.8% เมื่อเทียบกับราคาปิด ณ วันที่ 6 มี.ค.69 และเป็นธนาคารที่สามารถรองรับความเสี่ยงได้มากจากการมีสัดส่วนสำรองต่อ NPL สูงที่สุดในกลุ่ม โดยอยู่ที่ 304% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 164% ราคาพื้นฐาน: 182.00 บาท
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 มี.ค. 69)





