
จีนส่งสัญญาณว่าจะเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติจากรัสเซียเพิ่มมากขึ้น โดยมีการกล่าวถึงโครงการท่อส่งก๊าซใหม่สองแห่งในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (พ.ศ. 2569-2573) ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญด้านพลังงาน
สำนักข่าวเซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ (SCMP) รายงานในวันจันทร์ (9 มี.ค.) ว่า ร่างแผนพัฒนาฯ ที่ยื่นต่อสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า จีนจะเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติระหว่างจีนกับรัสเซียเส้นทางตอนกลาง ซึ่งแม้ไม่ได้ระบุชื่อโครงการอย่างเจาะจง แต่นักวิเคราะห์ตลาดตีความว่าเป็นโครงการท่อส่งก๊าซพาวเวอร์ออฟไซบีเรีย 2 (Power of Siberia 2) โดยคาดว่าอาจมีการเร่งก่อสร้างโครงการดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว รัสเซียและจีนได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจที่มีผลผูกพันทางกฎหมายเพื่อก่อสร้างท่อส่งก๊าซดังกล่าว หลังจากเจรจากันมานานเกือบสิบปี มีการประกาศข้อตกลงดังกล่าวในระหว่างที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง โดยท่อส่งก๊าซดังกล่าวออกแบบมาเพื่อส่งก๊าซสูงสุด 5 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี จากไซบีเรียตะวันตกไปยังจีนตอนเหนือผ่านทางมองโกเลีย
นอกจากนี้ เว็บไซต์ข่าวเทนเซ็นต์นิวส์ (Tencent News) รายงานว่า ร่างแผนพัฒนาฯ ยังกล่าวถึง “ท่อส่งก๊าซธรรมชาติจีน-รัสเซีย เส้นทางตะวันออกไกล” ซึ่งสร้างโดยบริษัทก๊าซพรอม (Gazprom) ของรัสเซียและบริษัทซีเอ็นพีซี (CNPC) ของจีน ท่อส่งก๊าซดังกล่าวเริ่มต้นจากเมืองดัลเนเรเชนสค์ (Dalnerechensk) ที่อยู่ห่างจากชายแดนจีนประมาณ 5 กิโลเมตร และรองรับการส่งก๊าซ 1.2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี โดยท่อส่งก๊าซนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีกำหนดเปิดใช้งานในเดือนมกราคม 2570
ปัจจุบัน รัสเซียส่งก๊าซธรรมชาติให้จีนอยู่แล้วผ่านทางท่อส่งก๊าซพาวเวอร์ออฟไซบีเรีย (Power of Siberia) ซึ่งเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2562 และสามารถส่งก๊าซได้เต็มกำลังการผลิตในเดือนธันวาคม 2567 โดยรัสเซียเป็นผู้จัดหาก๊าซ LNG รายใหญ่เป็นอันดับสองของจีน รองจากกาตาร์
ทั้งนี้ การขนส่งก๊าซ LNG จากตะวันออกกลางหยุดชะงักตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน โดยจีนนำเข้าก๊าซ LNG ประมาณ 18% จากกาตาร์ และราว 5% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งโดยปกติแล้วมีการขนส่งผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปัจจุบันเส้นทางดังกล่าวแทบจะเป็นอัมพาตเนื่องจากสงคราม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มี.ค. 69)





