KTC-TTAA ชี้ทางรอด! เบนเข็มโฟกัส “ตลาดเอเชีย-ในปท.” ลดผลกระทบภาคท่องเที่ยวจากสงครามตอ.กลาง

บมจ. บัตรกรุงไทย (KTC) และสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) มองว่า แม้สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก จะยังสร้างความไม่แน่นอนต่อบรรยากาศการเดินทางในระยะสั้น แต่ความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยยังไม่ได้หายไป เพียงแต่เริ่มปรับเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เหมาะกับระดับความเสี่ยง งบประมาณ และความสะดวกในการเดินทางมากขึ้น ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศยังมีโอกาสเติบโต หากสามารถออกแบบประสบการณ์ และความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้จริง

นายโชติช่วง ศูรางกูร อุปนายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) และรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด กล่าวว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง เริ่มส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักเดินทางบางส่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีแผนเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางฝั่งตะวันตก ซึ่งบางรายเริ่มพิจารณาทางเลือก เช่น การเลื่อน หรือยกเลิกการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางที่ไม่มีเที่ยวบินตรง ขณะที่นักเดินทางรายใหม่ มีแนวโน้มชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินสถานการณ์ หรือเปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียแทน

“ในระยะสั้นนักท่องเที่ยวยังอยู่ในภาวะชะลอการตัดสินใจ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและการปรับเปลี่ยนเส้นทางบิน โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยใช้บริการสายการบินแถบตะวันออกกลางเพื่อต่อไปยังยุโรป ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนหันไปจองสายการบินที่บินตรงแทน แม้ว่าราคาตั๋วเครื่องบินจะปรับตัวสูงขึ้นถึง 200-300% จากข้อจำกัดด้านที่นั่งก็ตาม” นายโชติช่วง กล่าว

จากสถานการณ์ดังกล่าว สำหรับคนไทย เริ่มเห็นเทรนด์การยกเลิกเส้นทางยุโรปและเปลี่ยนมาเดินทางในเอเชียแทน โดยเฉพาะญี่ปุ่นและจีน เนื่องจากไม่ต้องทำวีซ่าและมีความเสี่ยงต่ำ สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวทั่วโลกตอนนี้ที่ นักท่องเที่ยวจะเที่ยวแบบไม่ข้ามฟากโลก โดยคนเอเชียจะเที่ยวในเอเชีย และคนยุโรปจะเที่ยวในยุโรปมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการเดินทางผ่านพื้นที่ขัดแย้ง

สำหรับผลกระทบต่อธุรกิจ นายโชติช่วง ยกตัวอย่างของบริษัท หนุ่มสาวทัวร์ พบว่า มียอดจองของกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป (Inbound) ยกเลิกประมาณ 20-25% ส่วนกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่เข้าหายไป 95% เนื่องจากถูกเรียกตัวกลับประเทศเพื่อไปช่วยงานด้านสาธารณสุขหรือความมั่นคง

ทั้งนี้ มองว่าผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวปัจจัยที่ต้องติดตามมากกว่า คือ ราคาน้ำมัน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจโลกในหลายด้าน ทั้งต้นทุนการเดินทาง ค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว

“หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางลากยาวเกิน 6 เดือน ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ราคาน้ำมัน ที่จะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และกำลังซื้อทั่วโลก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจถดถอย และนักท่องเที่ยวอาจเริ่มเก็บเงินแทนการใช้จ่าย อย่างไรก็ดี ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น้อยกว่าในเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และโดยส่วนตัวเชื่อว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไม่ลากยาว และปัจจุบัน การท่องเที่ยวได้กลายเป็นปัจจัยที่ 5 หรือส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตไปแล้ว แม้เศรษฐกิจจะผันผวนหรือมีสงคราม แต่นักท่องเที่ยวจะใช้วิธีปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือลดงบประมาณ แทนการยกเลิกการเดินทาง” นายโชติช่วง กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวขาเข้า (Inbound) ในปี 68 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยลดลงเล็กน้อยจากปี 67 ซึ่งมีประมาณ 35 ล้านคน โดยปัจจัยหนึ่งมาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียลดลงประมาณ 500,000 คนเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ต่อจำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมของไทยอาจมีจำกัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าว เดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณ 1 ล้านคนต่อปี

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจเกิดขึ้นกับบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีลูกค้าตะวันออกกลางเป็นหลัก ขณะที่นักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งคิดเป็นประมาณ 23% หรือประมาณ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด อาจได้รับผลกระทบมากกว่า และเริ่มมีสัญญาณการยกเลิกการจองบางส่วนแล้ว

ทั้งนี้ หากพิจารณาโครงสร้างนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบว่า 8 ใน 10 ประเทศแรกเป็นประเทศในเอเชีย รวมประมาณ 17.5 ล้านคน หรือคิดเป็นเกือบ 50% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด จึงมีแนวโน้มว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชีย จะยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง

นายโชติช่วง กล่าวว่า แม้วิกฤตในครั้งนี้อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นโอกาสให้การท่องเที่ยวจากประเทศในเอเชียมายังประเทศไทย รวมถึงการท่องเที่ยวภายในประเทศมีบทบาทมากขึ้น โดยประเทศไทยจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะพื้นที่ การสร้างแลนด์มาร์ค และอาหารท้องถิ่นให้เป็นจุดขาย ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ระดับโลก (Local to Global) และยกระดับเมืองท่องเที่ยวให้เดินทางสะดวกและปลอดภัย เพื่อสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจตลอดเส้นทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ข้อเสนอรัฐบาลใหม่ เพื่อประคองอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ได้แก่

  • ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเสนอให้ปรับลดจาก 20% เหลือ 10-15% เป็นเวลา 2-3 ปี เพื่อช่วยเพิ่มกระแสเงินสดให้กับผู้ประกอบการ SME ที่ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงโควิด-19
  • ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซ้ำซ้อน ปัจจุบันการจัดทัวร์ไปต่างประเทศถูกเก็บ VAT 7% ในไทย ทั้งที่การบริโภคจริงเกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องเสียภาษีที่นั่นอยู่แล้ว ถือเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค จึงเสนอให้จัดเป็นภาษี 0% หรือยกเว้นไปเลย
  • ปฏิรูป พ.ร.บ.โรงแรม ซึ่งกฎหมายปัจจุบันล้าสมัยและมีขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ยุ่งยาก ทำให้โรงแรมจำนวนมากไม่สามารถเข้าระบบได้อย่างถูกต้อง

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง 3 รูปแบบ ประกอบด้วย

1. กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) หากสถานการณ์ยุติภายใน 2-4 สัปดาห์ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาในประเทศ 35-36 ล้านคน

2. ขณะที่กรณีฐาน (Base Case) หากใช้เวลา 1-3 เดือน จำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงเหลือ 30-31 ล้านคน หรือลดลง 18%

3. สถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนขึ้นไป อาจกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเหลือเพียง 27-29 ล้านคน จากเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย 36.7 ล้านคน

ด้าน น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด KTC กล่าวว่า ยอดการใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวช่วง 2 เดือนแรกของปี 69 (ม.ค.-ก.พ.) ยังคงเติบโตได้ดีที่ประมาณ 9% อย่างไรก็ตาม พบว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายต่อหัวลดลง ซึ่งอาจมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่นักท่องเที่ยวประหยัดมากขึ้น หรือผลกระทบจากค่าเงิน

สำหรับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จากตัวเลขการใช้จ่ายในช่วง 9 วันแรกของเดือนมี.ค. 69 เคทีซี พบว่า ยอดใช้จ่ายในประเทศแถบยุโรปอย่างฝรั่งเศสและเยอรมนี รวมถึงอเมริกา ลดลง อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ยังไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ และยังมีการเติบโตที่ดีอยู่

ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศ ในช่วง 9 วันแรกคึกคักขึ้น ยอดการใช้จ่ายหมวดท่องเที่ยวในประเทศช่วง 9 วันนี้ถือว่าดูดีขึ้น โดยเฉพาะยอดการใช้จ่ายในกลุ่มโรงแรมในไทย อย่างไรก็ดี เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นอานิสงส์จากการจัดงานไทยเที่ยวไทย ซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดความต้องการเดินทางและจับจ่ายใช้สอย

“จุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และฮ่องกง ยังคงเติบโต และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวในประเทศ พบว่านักเดินทางปรับรูปแบบเป็นทริปสั้นมากขึ้น และนิยมการขับรถเที่ยวที่สามารถเดินทางได้สะดวกในช่วงวันหยุด” น.ส.วริษฐา กล่าว

ทั้งนี้ จากข้อมูลการใช้จ่ายของสมาชิก พบว่า จังหวัดท่องเที่ยวหลักยังคงมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูง เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา ภูเก็ต และระยอง ขณะเดียวกัน จังหวัดใกล้กรุงเทพฯ และเมืองรอง เริ่มมีการเติบโตของการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น กาญจนบุรี มียอดการใช้จ่ายเติบโต 20% และพระนครศรีอยุธยา มียอดการใช้จ่ายเติบโต 12% ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเปิดใช้ทางหลวงพิเศษหมายเลข 81

อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เลือกเพียงจุดหมายปลายทาง แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ระหว่างการเดินทางมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Eat Tourism) หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมดังกล่าว เคทีซีได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ร่วมกันออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวภายในประเทศที่หลากหลาย อาทิ ความร่วมมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคตะวันออก “Eat the East” ที่ชวนให้นักท่องเที่ยวออกเดินทางขับรถเที่ยว พร้อมสัมผัสเสน่ห์อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดเส้นทาง ผ่านร้านอาหารกว่า 70 ร้าน รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคกลาง “Central Rhythm” ที่รวบรวมพันธมิตรด้านสุขภาพ ทั้งโรงแรม และร้านค้าเวลเนส

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญต้อนรับช่วงปิดเทอม และวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ “Happy Family Fun – Alpha Active” ที่ออกแบบมาเพื่อชวนครอบครัวออกเดินทางท่องเที่ยว และทำกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงแคมเปญ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับเทรนด์ Multi-generational Travel เพื่อส่งเสริมการเดินทางของครอบครัวหลายช่วงวัย

“แม้ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จะสร้างความผันผวนในบางช่วงเวลา แต่หากสามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งในด้านความคุ้มค่า ความสะดวก และประสบการณ์การเดินทาง ก็จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยได้ในระยะต่อไป” น.ส.วริษฐา กล่าว

ส่วนกลยุทธ์ของเคทีซีในปี 69 นี้จะเน้นการสร้างประสบการณ์การเดินทาง เช่น แคมเปญขับรถเที่ยวและตามหาอาหารท้องถิ่น ร่วมกับการผลักดันสังคมไร้เงินสดในกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเคทีซีตั้งเป้าการเติบโตของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดท่องเที่ยวปีนี้ไว้ที่ 5%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)