
ภาคเกษตรกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตอุปทานพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเกษตรกรในเอเชียและยุโรปเริ่มประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงซึ่งจำเป็นต่อการใช้เครื่องจักรการเกษตร ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าต้นทุนการผลิตอาหารอาจเพิ่มขึ้น และอาจยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก
ความตึงตัวของอุปทานพลังงานเกิดขึ้นหลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านดำเนินมาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และปุ๋ย ส่งผลให้เกษตรกรต้องจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับปุ๋ยและสารอาหารพืช ขณะที่บางรายยังสูญเสียการเข้าถึงตลาดส่งออกสำคัญ
สัญญาณของภาวะเชื้อเพลิงตึงตัวเริ่มปรากฏในหลายประเทศ เกษตรกรผู้ปลูกธัญพืชในออสเตรเลียกำลังเผชิญการส่งมอบเชื้อเพลิงที่ลดลงก่อนเข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ขณะที่ชาวนาในบังกลาเทศบางรายไม่สามารถจัดหาดีเซลสำหรับเครื่องสูบน้ำเพื่อการชลประทานได้ ส่วนชาวประมงในฟิลิปปินส์อาจต้องจอดเรือไว้ที่ฝั่ง หากไม่สามารถหาเชื้อเพลิงได้เพียงพอ
เกษตรกรในอังกฤษระบุว่า เมื่อเริ่มฤดูกาลทำงานในไร่นา รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรต่าง ๆ จะถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องและต้องใช้ดีเซลจำนวนมาก โดยคาดว่าเชื้อเพลิงที่มีอยู่จะหมดลงภายในช่วงกลางฤดูใบไม้ผลิ และอาจต้องยอมจ่ายตามราคาตลาด หากยังสามารถจัดหาเชื้อเพลิงได้
ทั้งนี้ การเกษตรสมัยใหม่ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนเครื่องจักรสำหรับการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการดูแลปศุสัตว์ในพื้นที่ขนาดใหญ่ หากอุปทานพลังงานยังคงตึงตัว อาจทำให้ตารางเวลาการทำเกษตรที่ใช้กันมาหลายชั่วอายุคนได้รับผลกระทบ
หากเกษตรกรไม่สามารถจัดหาดีเซลได้เพียงพอ การเพาะปลูกอาจต้องเลื่อนออกไปหรือมีขนาดลดลง ขณะที่พืชผลที่โตเต็มที่และยังคงอยู่ในแปลงอาจเสื่อมคุณภาพ นอกจากนี้ ต้นทุนในการแปรรูปและการขนส่งผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นด้วย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)





