
น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ทำให้สภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) กรมควบคุมโรค ในปี 2568 พบผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน 182 ราย ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (59.3%) พบมากในวัยทำงานอายุระหว่าง 15 – 34 ปี จำนวน 78 ราย (42.8%) และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 29 ราย (15.9%) ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น ทหาร และคนงานรับจ้างทั่วไป (53.3%) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนสูง
ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รายงานส่วนใหญ่มีภาวะเพลียแดด (Heat exhaustion) มากที่สุด จำนวน 62 ราย (34.07%) รองลงมา คือ การเป็นลมจากความร้อน (Heat syncope) จำนวน 43 ราย (23.63%) และตะคริวจากความร้อน (Heat cramp) จำนวน 26 ราย (14.29%) ขณะที่โรคลมร้อน (Heat stroke) ซึ่งเป็นภาวะรุนแรง พบรายงานทั้งหมด 17 ราย (9.34%) ของผู้ป่วยทั้งหมด
สำหรับการเฝ้าระวังการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อน (Hot Weather related Deaths Surveillance) ของกองระบาดวิทยา ในปี 2568 พบผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 21 ราย เป็นเพศชาย 18 ราย และเพศหญิง 3 ราย อายุระหว่าง 27 – 79 ปี (เฉลี่ย 51 ปี) ประกอบอาชีพรับจ้าง 28.5% มีรายงานการเสียชีวิตใน 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี 5 ราย จังหวัดนครราชสีมา 2 ราย จังหวัดกำแพงเพชร ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นนทบุรี บุรีรัมย์ พัทลุง มหาสารคาม ลพบุรี ลำปาง สมุทรสงคราม สระแก้ว สุรินทร์ และอุทัยธานี จังหวัดละ 1 ราย เมื่อจำแนกรายภาค พบว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องจากภาวะอากาศร้อนสูงที่สุด ร้อยละ 52 รองลงมาเป็นภาคกลางและตะวันตก 24%
นอกจากนี้ พบว่า ผู้เสียชีวิตมีโรคประจำตัวร่วมด้วย 24% เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เป็นต้น มีพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การดื่มสุรา อีกทั้งพบว่าเป็นการเสียชีวิตกลางแจ้ง 67% หากจำแนกรายเดือน พบว่า มีรายงานการเสียชีวิตมากที่สุดในเดือนเมษายน 57% ซึ่งเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอุณหภูมิสูง
การป้องกันฮีทสโตรกสามารถทำได้ ดังนี้
1) หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงแดดจัด ระหว่างเวลา 11.00 – 15.00 น.
2) ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งพยายามหาที่ร่มพักผ่อนเป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายได้ระบายความร้อนสะสม
3) หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน (กาแฟ น้ำอัดลม) และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
4) ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ก่อนมีอาการกระหายน้ำ โดยดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว (250 cc) ทุกชั่วโมง หรือ 1,500 cc ใน 1 วัน หากสูญเสียเหงื่อมากควรดื่มเครื่องดื่มประเภทเกลือแร่
5) สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงใส่เสื้อผ้าสีทึบดำ เพราะจะสะสมความร้อนได้ ควรเลือกเสื้อผ้าสีอ่อน และไม่รัดแน่น
6) ไม่ควรทิ้งเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดตากแดดเป็นเวลานาน เพราะรถที่จอดตากแดดโดยไม่เปิดเครื่องปรับอากาศอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้นได้เร็วมากภายใน 10 – 20 นาที
“ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม หากมีอาการผิดปกติจากความร้อน หรือสงสัยว่าป่วยเป็นฮีทสโตรก ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงได้ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง นักกีฬา รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอ้วน เป็นต้น ขอให้ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิดในช่วงที่อากาศร้อนจัด” น.ส.อัยรินทร์ ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)





