
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก ถูกโดรนโจมตีในวันนี้ (14 มี.ค.) โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงมหาดไทยอิรักเปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวโดยไม่เปิดเผยชื่อว่า โดรนที่ติดตั้งวัตถุระเบิดได้พุ่งชนสถานทูตสหรัฐฯ ภายในเขตกรีนโซนในช่วงรุ่งสาง และพบเห็นควันลอยขึ้นจากจุดเกิดเหตุ ขณะที่ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความเสียหายหรือผู้บาดเจ็บ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมุ่งเป้าไปยังพื้นที่อยู่อาศัยในย่านคาร์ราดา กรุงแบกแดด ส่งผลให้ผู้นำระดับสูง 1 คน และสมาชิกอีก 2 คนของกองกำลัง Popular Mobilization Forces ของอิรักเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีพลเรือนที่อาศัยอยู่ในบ้านเรือนใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บ 5 คน
ขณะเดียวกัน กองบัญชาการปฏิบัติการร่วมของอิรัก (Iraqi Joint Operations Command) ผ่านหน่วยสื่อด้านความมั่นคง Security Media Cell ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีในพื้นที่อยู่อาศัยซึ่งมีประชากรหนาแน่น โดยระบุว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงที่อันตรายและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมทั้งมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และควรถูกจัดให้เป็นอาชญากรรมในระดับนานาชาติ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 7 มี.ค. สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงแบกแดดเคยถูกยิงจรวดโจมตี และมีรายงานเสียงระเบิดดังขึ้น ส่งผลให้ระบบป้องกันของสถานทูตทำงาน
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาชิกของกองกำลัง Popular Mobilization Forces หลายสิบคนถูกสังหารจากการโจมตี ซึ่งทางกลุ่มกล่าวโทษว่า เป็นปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสราเอล
เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. โดยอิหร่านและกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาคได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีผลประโยชน์ของอิสราเอลและสหรัฐฯ ในหลายพื้นที่ทั่วตะวันออกกลาง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 มี.ค. 69)





