สภาผู้บริโภค เคลียร์ปมสำรองเงิน 3-6 เดือน แค่แผนระยะยาว ไม่ต้องตื่นตระหนกแห่ถอนเงิน

สภาองค์กรของผู้บริโภค ชี้แจงกรณีเมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา ได้มีคำแนะนำให้มีเงินสำรอง 3-6 เดือนว่า เป็นแนวทางระยะยาวเพื่อรับมือเหตุไม่คาดคิดและรักษาสภาพคล่องในครัวเรือน หากยังไม่พร้อมก็เชื่อว่าประชาชนจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังตามกำลังอยู่แล้ว ดังนั้น ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และไม่จำเป็นต้องถอนเงินสดมาติดตัว เพราะยังสามารถใช้พร้อมเพย์โอนเงินและชำระค่าสินค้า-บริการได้ตามปกติ

โดยเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 69 สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ และมีการปิดช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และอาจมีผลต่อสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงปัญหาเม็ดพลาสติกซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของบรรจุภัณฑ์เริ่มขาดแคลน เป็นอีกแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในระยะต่อไป โดยปัจจุบันพบว่าสินค้ายังไม่ปรับขึ้นราคา แต่ลดปริมาณลงอย่างชัดเจน สภาผู้บริโภคลงพื้นที่ตรวจสอบ แนะผู้บริโภคเตรียมทำ 5 แผนสำรองรับมือความไม่แน่นอน เตรียมชงหนังสือถึงภาครัฐบาลทำแผนส่งเสริมผู้บริโภคในประเทศหันมาใช้สินค้าในประเทศ ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ

นางชูเนตร ศรีเสาวชาติ อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงผันผวน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระดับสูง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนสำคัญของการผลิตและการขนส่งสินค้า แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลได้มีมาตรการตรึงราคาน้ำมัน แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถควบคุมต้นทุนทั้งหมดได้ เนื่องจากน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนโลจิสติกส์ ดังนั้นหากสถานการณ์มีความยืดเยื้อ ต้นทุนสินค้าและบริการอาจมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น ประมาณ 5-10% ในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน เริ่มเห็นสัญญาณของการปรับตัวของกลุ่มสินค้าและบริการตามกลไกตลาด โดยในปัจจุบันเมื่อไปสำรวจในตลาดสดพื้นที่ กทม. พบสถานการณ์ที่น่ากังวลคือ ราคายังคงอยู่เท่าเดิมแต่ปริมาณกลับลดลงอย่างชัดเจน ในกลุ่มสินค้าและอาหารบางประเภท

ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความยืดเยื้ออาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซหุงต้มในอนาคต สวนทางรายได้ของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับเท่าเดิม ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและกำลังซื้อของครัวเรือนลดลง ดังนั้นในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคควรติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ และเตรียมความพร้อมทางการเงิน เพื่อรับมือกับความผันผวนของค่าครองชีพในระยะต่อไป

“แม้รัฐบาลจะพยายามตรึงราคาพลังงาน แต่เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตและการขนส่งก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้ประกอบการบางส่วนเลือกปรับลดปริมาณสินค้าแทนการขึ้นราคา ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแรงกดดันด้านค่าครองชีพ ท่ามกลางผู้บริโภคที่มีรายได้เท่าเดิม” นางชูเนตร กล่าว

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค ผนึกกำลังกับเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศตรวจสอบราคาสินค้า เพื่อร่วมแจ้งเตือนสถานการณ์ราคาสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งเตรียมจัดทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ผลักดันนโยบายใช้สินค้าไทยและสินค้าโอท็อปอย่างเร่งด่วน เพื่อนำมาเป็นสินค้าทดแทนและลดภาระจากค่าครองชีพและการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ส่งผลดีประเทศไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม จากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น สภาผู้บริโภค มีข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่

  1. วางแผนการเงินอย่างรัดกุม โดยควรจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการซื้อสินค้าเกินความจำเป็น หรือปรับพฤติกรรมการบริโภคให้เหมาะสม หรือวางแผนการทำอาหารเองเพื่อร่วมลดค่าใช้จ่าย
  2. การเตรียมออมเงินในภาวะฉุกเฉิน โดยในภาวะที่ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูง การเริ่มออมเท่าที่ทำได้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ซึ่งทั่วไปมีคำแนะนำให้ค่อย ๆ สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน เพื่อช่วยรักษาสภาพคล่องในครัวเรือนและรองรับเหตุการณ์ไม่คาดคิด เช่น การเจ็บป่วยหรือรายได้มีปัญหา ส่วนระยะยาวอาจตั้งเป้าประมาณ 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย หากสามารถทำได้
  3. สำรองสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างเหมาะสม และไม่จำเป็นต้องกักตุนสินค้า แต่สามารถสำรองเพิ่มจากปริมาณปกติประมาณ 10% พร้อมเน้นสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาร ยารักษาโรค ผ้าอนามัย หรือผ้าอ้อมเด็ก
  4. เปรียบเทียบราคาและระวังสินค้าราคาถูกผิดปกติ โดยตรวจสอบราคาจากหลายแหล่งทั้งในร้านค้าและออนไลน์ และควรตรวจสอบฉลากสินค้า วันหมดอายุ และคุณภาพสินค้าอย่างละเอียด
  5. สนับสนุนสินค้าไทยและสินค้าโอท็อป โดยการเลือกใช้สินค้าไทยหรือสินค้าชุมชนสามารถช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า สนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น และช่วยสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

นอกจากนี้ อีกปัจจัยที่ต้องติดตามและเฝ้าระวังคือ มิจฉาชีพอาจจะฉวยโอกาสการปลอมแปลงสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นมาหลอกลวงได้ และเน้นการปรับลดราคาสินค้าให้อยู่ในระดับต่ำกว่าสินค้าทั่วไป ดังนั้นผู้บริโภคจะต้องระมัดระวังในการเลือกซื้อสินค้าต่าง ๆ ไปพร้อมกัน รวมถึงควรตระหนักและรักษาสิทธิของตนเอง หากพบเหตุการณ์ที่เข้าข่ายการเอาเปรียบหรือการหลอกลวง ไม่ควรนิ่งเฉยหรือยอมตกเป็นเหยื่อ แต่ควรใช้สิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนหรือแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายในลักษณะเดียวกัน

ขณะเดียวกัน สภาผู้บริโภคยังคงผลักดันให้หน่วยงานรัฐเร่งแก้ไขปัญหาค่าครองชีพ ทั้งด้านพลังงานในการควบคุมราคาน้ำมันและค่าไฟ การคมนาคมในการลดค่าขนส่งที่เป็นธรรม โทรคมนาคมในการลดราคาค่าอินเทอร์เน็ตและค่าโทร การควบคุมราคาห้องเช่าและหอพัก และราคาสินค้า เพื่อร่วมลดภาระค่าครองชีพของผู้บริโภคลดลงในระยะยาว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)