
นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บมจ.บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ [BAM] กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี BAM ทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อย คุณภาพของประเทศ โดยมีความเชื่อว่าสินทรัพย์ที่เคยหยุดนิ่งหากได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม สามารถกลับมาส ร้างมูลค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อีกครั้งพร้อมทั้งช่วยสร้างโอกาสให้ผู้คน ได้เริ่มต้นชีวิตทางการเงินใหม่
ที่ผ่านมา BAM ได้เริ่มโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง แต่มีข้อจำกัด ในการเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้าน โดยนำทรัพย์สินรอการขายของบริษัทมาปรับเงื่อนไขให้เหมาะสมกับผู้ซื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการ
“สำหรับ BAM ความสำเร็จของโครงการไม่ได้วัดเพียงจำนวนทรัพย์ที่จำหน่ายได้ แต่หมายถึงจำนวนครอบครัวที่ได้มีบ้านเป็นของตนเอง และได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างมั่นคง” นางทองอุไร กล่าว
นายรักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการในระยะแรก BAM จึงต่อยอดสู่โครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เพื่อขยายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีบ้านได้มากขึ้น โดยโครงการใหม่นี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด 3 พลัส ได้แก่
– พลัสด้านราคา ขยายเพดานราคาทรัพย์จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นไม่เกิน 5 ล้านบาท
– พลัสด้านทำเล เพิ่มจำนวนทรัพย์ในทำเลที่หลากหลาย ทั่วประเทศ ย่านศูนย์กลางธุรกิจ หัวเมืองใหญ่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัด สุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต
– พลัสด้านกลุ่มผู้ซื้อ ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมคนไทยทุกคน ทุกอาชีพ เช่น กลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเอกชน
การขยายเงื่อนไขดังกล่าวทำให้โครงการมีทรัพย์เข้าร่วมมากกว่า 21,000 รายการ มูลค่ารวมกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท โดยโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-30 ธ.ค. 69 เลือกซื้อทรัพย์สินได้หลากหลายประเภท ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ ห้องชุดพักอาศัย อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า ราคาสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท สามารถจองทรัพย์ด้วยเงินเพียง 1,000 บาททุกรายการ
เงื่อนไขการผ่อนชำระ กำหนดอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 อัตรา 0% ปีที่ 2-3 อัตรา 3% และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ใช้อัตราดอกเบี้ย MRR ของ BAM โดยสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 20 ปี พร้อมค่างวดเริ่มต้นเพียง 500 บาท/เดือน
จุดเด่นของ โครงการคือการทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้มากขึ้น ผู้ซื้อสามารถเลือกผ่อนชำระกับ BAM โดยตรง หรือขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรได้ตามความเหมาะสม ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของ BAM ที่มุ่งสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการมีที่อยู่อาศัยได้จริง โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่แน่นอน หรือมีข้อจำกัดในการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างโอกาสใหม่ให้กับสังคมไทย
นายรักษ์ กล่าวอีกว่า BAM เตรียมต่อยอดการขายทรัพย์ NPA เจาะกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มองหาทรัพย์เพื่อต่อยอดการดำเนินธุรกิจ โดยจะทำทรัพย์ที่เป็นกลุ่ม Commercial และโรงแรม ออกมาในโครงการ BAM Premium ขยายการนำเสนอทรัพย์ภายใต้การบริหารให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่สนใจซื้อ เบื้องต้นจะนำทรัพย์ NPA ในกลุ่มออกมาร่วมโครงการราว 5,000-6,000 รายการ คาดว่าจะเห็นการเปิดตัวโครงการในช่วงไตรมาส 2/69
กลยุทธ์ของ BAM ในปัจจุบันเดินหน้าในการนำทรัพย์ NPA ที่บริหารระบายออกมา เพื่อสร้างรายได้และผลตอบแทนกลับเข้ามาให้กับบริษัทและผู้ถือหุ้น ซึ่งบริษัทได้วางแผนในการหมุนเวียนของการนำทรัพย์เข้ามาไปจนถึงการระบายออกลดลงเหลือเฉลี่ย 5 ปี จากเดิมที่มีระยะเวลา 7.8 ปี ทำให้ BAM สามารถสร้างมูค่าจากทรัพย์ที่บริหารได้ และลดต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆในการบริหารทรัพย์ให้ลดลง เช่น ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองฯ ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง เป็นต้น
ในปี 69 BAM วางแผนในการซื้อทรัพย์ NPA เข้ามาบริหาร 5-6 พันล้านบาท และ NPL ราว 3.5 หมื่นล้านบาท แหล่งเงินทุนนั้นปัจจุบัน BAM จะหันมาใช้แหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินเป็นเงินกู้ระยะสั้น-กลางเป็นหลัก ซึ่งยังคงมีสถาบันการเงินต่างๆ ที่สนับสนุน BAM อย่างต่อเนื่อง ทดแทนการใช้แหล่งเงินทุนจากหุ้นกู้ ซึ่ง BAM จะทยอยเดินหน้าในการลดการออกหุ้นกู้ลง
ด้านผลเรียกเก็บของ BAM ในปี 69 ตั้งเป้าไว้ที่ 1.7-1.8 หมื่นล้านบาท คาดหวังผลักดันให้กำไรแตะระดับ 2 พันล้านบาทได้ และในส่วนของการร่วมทุนกับพันธมิตรในธุรกิจ JV AMC ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างเจรจา 3-5 ดีล คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของการร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบ JV AMC ในช่วงไตรมาส 3/69 จำนวน 1 ดีล และพันธมิตรที่เหลืออีก 3-4 ดัล จะเป็นรูปแบบของการรับจ้างบริหารทรัพย์ให้กับ BAM และแบ่งผลตอบแทนกันในรูปแบบของ Profit Sharing
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 มี.ค. 69)





