หุ้นค้าปลีก มี.ค.ส่งสัญญาณฟื้นรับอานิสงส์อากาศร้อนเร็วหนุนยอดขาย จับตาต้นทุนค่าไฟงวดถัดไป

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ยอดขายสาขาเดิม (SSS) ของกลุ่มค้าปลีกแสดงการหดตัวที่แคบลงเป็น -2% YoY ในเดือน มี.ค. จนถึงปัจจุบัน (เทียบกับ -4% YoY ในเดือน ม.ค.-ก.พ.) โดยมีสาเหตุหลักมาจาก 1) สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นกระตุ้นยอดขายสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม (CPALL) และเครื่องใช้ไฟฟ้า (HMPRO) ให้แข็งแกร่งขึ้น 2) พฤติกรรมการกักตุนสินค้าของผู้บริโภคช่วยกระตุ้นยอดขายในร้าน cash & carry และไฮเปอร์มาร์เก็ต (CPAXT, BJC) ท่ามกลางความกังวลสินค้าขาดหรือขึ้นราคาจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ 3) การเร่งตัวขึ้นเล็กน้อยของการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของภาครัฐช่วยหนุนผู้ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง (DOHOME, not rated) 4) การสิ้นสุดของฐานยอดขายที่สูงในปีก่อนจากโครงการ E-Receipt ที่เกิดขึ้นในเดือน ม.ค.-ก.พ. 2568 (CRC, HMPRO)

การบริหารจัดการสินค้ายังไม่มีปัญหาอย่างมีนัย มีเพียงบางบริษัทที่รถขนส่งสินค้าทำได้ล่าช้ากว่าปกติเล็กน้อย เพราะต้องใช้เวลาในการรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีการหยุดชะงักของอุปทานอย่างมีนัยสำคัญ ราคาสินค้าส่วนใหญ่ยังคงทรงตัว ราคาเหล็กปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ราคาสินค้าพลาสติกที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง (<1% ของยอดขาย เช่น ท่อ PVC และประตูพลาสติก) เตรียมปรับขึ้นเล็กน้อย สินค้าที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี/น้ำมัน (<1% ยอดขาย) ในบางแบรนด์เริ่มขาดสินค้าในการส่งมอบ แต่ผู้ประกอบการยังสามารถขายสินค้าในแบรนด์อื่นทดแทนได้ ทั้งนี้ ราคาสินค้าอื่นยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่หากปรับขึ้นในระยะถัดไปผู้ประกอบการค้าปลีกจะมีการปรับราคาขายสินค้าตามต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบด้านต้นทุนค่าขนส่งยังมีจำกัดนับถึงปัจจุบัน จับตาค่าไฟฟ้าในระยะถัดไป

ค่าขนส่งสินค้า: ต้นทุนน้ำมันดีเซลที่เตรียมปรับเพิ่มขึ้นในระยะสั้นน่าจะยังส่งผลกระทบจำกัดต่อบริษัทในกลุ่มค้าปลีก โดยทั่วไปแล้วต้นทุนการขนส่งสินค้าจากซัพพลายเออร์ไปยังศูนย์กระจายสินค้าสามารถส่งผ่านไปยังซัพพลายเออร์ได้ (สำหรับทุกบริษัท ยกเว้น CPALL) ขณะที่การขนส่งสินค้าจากศูนย์กระจายสินค้าหรือสาขาไปยังลูกค้า แต่ละบริษัทในกลุ่มค้าปลีกจะมีการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง แผนรองรับกรณีราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มมาก ได้แก่ การปรับยอดขายขั้นต่ำขึ้นสำหรับการจัดส่งสินค้า และการปรับราคาขาย เป็นต้น

ค่าไฟฟ้า: ค่าไฟฟ้าในประเทศไทยถูกกำหนดไว้ที่ 3.88 บาท/หน่วย ในงวดเดือนม.ค.-เม.ย.2569 จากถ้อยแถลงล่าสุดและการหารือของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีความเป็นไปได้สูงมากที่รัฐบาลจะตรึงหรืออุดหนุนค่าไฟในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนในตลาดโลก

หากค่าไฟทั้งปี 2569 เพิ่มขึ้น 8-13% จาก 3.88 บาท/หน่วย (กรณีฐานในประมาณการกำไรของเรา) เป็น 4.2–4.4 บาท/หน่วย (ใช้สมมติฐานว่ารัฐบาลตรึงค่าไฟในงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. เท่ากับงวดเดือนม.ค.-เม.ย. และมีการปรับเพิ่มค่าไฟในงวดสุดท้ายของปีนี้ในเดือนก.ย.-ธ.ค.) เราประเมินอย่างคร่าวๆ ได้ว่าจะทำให้กำไรของกลุ่มค้าปลีกมี downside 3-4% โดยบริษัทที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ BJC และ CPAXT ในขณะที่ HMPRO และ GLOBAL จะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

หุ้นเด่น: CPALL HMPRO และ GLOBAL เราเลือก CPALL เนื่องจากนวโน้มกำไรไตรมาส 1/69 ดีที่สุดในกลุ่มค้าปลีก (เป็นรายเดียวในกลุ่มที่กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้ง QoQ และ YoY โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายและมาร์จิ้นธุรกิจ CVS ที่สูงขึ้น) นอกจากนี้ เรายังชอบ HMPRO และ GLOBAL เนื่องจาก SSS มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 2/69 จากฐานที่ต่ำของ SSS ใน ไตรมาส 2/68(SSS หดตัวเป็นตัวเลขสองหลัก YoY) จากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทั้งนี้ สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจะช่วยกระตุ้นยอดขายเครื่องดื่มของหุ้นเด่น (CPALL) และยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้า (HMPRO, GLOBAL)

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)