
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยื่นเอกสารต่อศาลเมื่อวันอังคาร (17 มี.ค.) ยืนยันว่าการที่กระทรวงกลาโหม (เพนตากอน) สั่งขึ้นบัญชีดำแอนโทรปิก (Anthropic) ผู้พัฒนา AI แชตบอตชื่อดังอย่าง “Claude” เป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติรองรับ โดยโต้แย้งข้อกล่าวหาของบริษัทที่พยายามขอให้ศาลระงับคำสั่งดังกล่าว
ข้อพิพาทครั้งนี้บานปลายจากการเจรจาที่ยืดเยื้อหลายเดือนจนถึงทางตัน เมื่อแอนโทรปิกยืนกรานปฏิเสธข้อเรียกร้องของเพนตากอนที่ต้องการให้ปลดล็อกข้อจำกัดด้านความปลอดภัยของซอฟต์แวร์ เพื่อเปิดทางให้กองทัพใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยบริษัทกังวลว่าหากปราศจากระบบป้องกันดังกล่าว เทคโนโลยีอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น การสอดแนมประชาชนชาวอเมริกัน หรือการนำไปใช้ในระบบอาวุธสังหารอัตโนมัติ
จุดยืนดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างหนัก นำไปสู่การที่ปธน.ทรัมป์และพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาตำหนิบริษัทว่ากำลังทำให้ชีวิตของชาวอเมริกันตกอยู่ในความเสี่ยง ก่อนที่เฮกเซธจะออกคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ขึ้นบัญชีดำแอนโทรปิกให้เป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานด้านความมั่นคงแห่งชาติ และตัดสิทธิบริษัทจากสัญญาทางการทหารบางส่วน
เพื่อตอบโต้คำสั่งดังกล่าว แอนโทรปิกได้ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 มี.ค. โดยชี้ว่าคำสั่งแบนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ละเมิดสิทธิตามกระบวนการยุติธรรมและสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก (First Amendment) อีกทั้งยังขัดต่อขั้นตอนทางกฎหมายที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตาม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายรายประเมินว่าบริษัทมีรูปคดีที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลอาจใช้อำนาจเกินขอบเขต
อย่างไรก็ตาม เอกสารล่าสุดจากรัฐบาลทรัมป์ได้ตอบโต้ประเด็นนี้ โดยระบุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการเจรจาสัญญาและความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่การมุ่งเป้ากลั่นแกล้งหรือปิดกั้นเสรีภาพตามที่บริษัทกล่าวอ้าง
เอกสารทางกฎหมายของรัฐบาลระบุว่า “ประธานาธิบดีได้สั่งการให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดระงับการทำธุรกิจกับแอนโทรปิก ก็ต่อเมื่อบริษัทปฏิเสธที่จะยกเลิกข้อจำกัดการใช้งานผลิตภัณฑ์ ซึ่งการปฏิเสธดังกล่าวถือเป็นพฤติกรรม ไม่ใช่การแสดงออกที่ได้รับการคุ้มครอง” โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้ระบุเพิ่มเติมในเอกสารว่า “ไม่มีใครพยายามเข้าไปจำกัดกิจกรรมด้านการแสดงออกของแอนโทรปิก”
ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแอนโทรปิก โดยผู้บริหารของบริษัทประเมินว่าคำสั่งของเพนตากอนอาจทำลายความน่าเชื่อถือและทำให้บริษัทสูญเสียรายได้สูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์ในปีนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เพนตากอนยังได้ใช้อำนาจตามกฎหมายอีกฉบับประกาศให้บริษัทเป็นความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจบานปลายไปสู่การสั่งห้ามไม่ให้หน่วยงานรัฐบาลกลางทั้งหมดใช้งานเทคโนโลยีของบริษัท ส่งผลให้แอนโทรปิกต้องยื่นฟ้องต่อศาลอุทธรณ์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพิ่มเติมเป็นคดีที่สอง
ทางด้านแอนโทรปิกได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า ทีมงานกำลังศึกษารายละเอียดเอกสารชี้แจงของรัฐบาล พร้อมย้ำว่า “การขอให้ศาลเข้ามาตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่าเราทิ้งความตั้งใจเดิมที่จะนำ AI มาช่วยปกป้องความมั่นคงของชาติ แต่นี่คือก้าวที่จำเป็นเพื่อปกป้องธุรกิจของเรา ลูกค้าของเรา และพันธมิตรของเรา”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 มี.ค. 69)





