Citi คาดน้ำมันดิบเบรนท์แตะ 110-120 ดอลลาร์ เสี่ยงทะลุ 200 หากสงครามยืดเยื้อ

ซิตี้ (Citi) ระบุในรายงานเมื่อวันพุธ (18 มี.ค.) ว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอย่างมากจากการหยุดชะงักของอุปทานท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะปรับขึ้นสู่ระดับ 110-120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า

ซิตี้มองว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนถึงระดับที่กระตุ้นให้เกิดการแทรกแซงทางการเมืองหรือเชิงยุทธศาสตร์ โดยอาจเป็นจุดที่สหรัฐฯ ยุติปฏิบัติการทางทหาร หรือเป็นจังหวะที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปล่อยน้ำมันสำรองออกมาอย่างจริงจังมากขึ้น รวมถึงอาจผลักดันให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาดำเนินการเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

รายงานซึ่งจัดทำโดย แม็กซิมิเลียน เลย์ตัน หัวหน้าฝ่ายสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกของซิตี้ระบุว่า ในกรณีฐานซึ่งมีความน่าจะเป็น 50% คาดว่าจะเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คิดเป็นปริมาณสูงถึง 11-16 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ขณะเดียวกัน ซิตี้เตือนว่า ความเสี่ยงของการยกระดับความขัดแย้งยังคงมีนัยสำคัญ โดยในกรณีเชิงบวกต่อราคาซึ่งมีความน่าจะเป็น 30% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และอาจขึ้นไปสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐ หากอิหร่านโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวงกว้าง หรือหากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดไปจนถึงเดือนมิ.ย.

ในทางกลับกัน กรณีเชิงลบต่อราคาซึ่งมีความน่าจะเป็นเพียง 20% คาดว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงสู่ระดับ 65-70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลภายในสิ้นปีนี้ แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้อย่างรวดเร็วและมีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

นอกเหนือจากน้ำมันดิบ ซิตี้ยังมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่ออะลูมิเนียม โดยชี้ว่าระดับสต๊อกที่ต่ำ ประกอบกับความเป็นไปได้ที่โรงถลุงในตะวันออกกลางจะลดกำลังการผลิต อาจทำให้อุปทานอะลูมิเนียมทั่วโลกลดลงถึง 6%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 มี.ค. 69)