
สำนักงานความปลอดภัยการจราจรบนทางหลวงแห่งชาติของสหรัฐฯ (NHTSA) ขยายการสอบสวนรถยนต์เทสลา (Tesla) กว่า 3.2 ล้านคันที่ติดตั้งระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ (Full Self-Driving หรือ FSD) หลังพบความเสี่ยงว่าระบบอาจไม่สามารถตรวจจับหรือแจ้งเตือนผู้ขับขี่ในสภาพทัศนวิสัยต่ำได้
รายงานระบุว่า การสอบสวนเริ่มจากการประเมินเบื้องต้นในเดือนต.ค. 2567 ครอบคลุมรถ 2.4 ล้านคัน แต่ครั้งล่าสุด NHTSA ได้ยกระดับเป็นการวิเคราะห์เชิงวิศวกรรม ซึ่งเป็นขั้นตอนบังคับก่อนพิจารณาเรียกคืน
NHTSA ระบุว่า ข้อมูลที่ได้แสดงให้เห็นว่า ระบบกล้องของเทสลาอาจไม่ตรวจจับสภาพถนนทั่วไป เช่น แสงสะท้อน ฝุ่น หรือสิ่งกีดขวางในอากาศที่บดบังการมองเห็นของกล้อง รวมถึงไม่แจ้งเตือนเมื่อกล้องมีประสิทธิภาพลดลงจนกระทั่งจวนจะเกิดอุบัติเหตุ โดยพบรายงานอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้อง 9 กรณี รวมเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย ขณะที่อีก 6 กรณีอยู่ระหว่างตรวจสอบ
ทั้งนี้ FSD เป็นระบบช่วยขับที่เทสลาระบุว่าสามารถลดความเครียดในการขับขี่ประจำวัน แต่ยังต้องให้ผู้ขับจับตาและเข้าควบคุมเมื่อจำเป็น
NHTSA ระบุว่า หลังเทสลาเปลี่ยนจากการใช้ทั้งกล้องและเรดาร์มาเป็นกล้องเพียงอย่างเดียว หรือ Tesla Vision เมื่อกลางปี 2564 นั้น บริษัทได้ติดตั้งระบบตรวจจับประสิทธิภาพที่ลดลง แต่ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าระบบยังตรวจจับหรือแจ้งเตือนผู้ขับขี่ได้ไม่เหมาะสมในสภาพทัศนวิสัยต่ำ และในหลายอุบัติเหตุ FSD ไม่สามารถติดตามหรือมองเห็นรถคันหน้าได้
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนต.ค. NHTSA เคยเปิดสอบสวนแยกอีกกรณี ครอบคลุมรถเทสลา 2.88 ล้านคันที่ติดตั้ง FSD หลังพบรายงานการละเมิดกฎจราจรและอุบัติเหตุมากกว่า 50 ครั้ง พร้อมชี้ว่าระบบดังกล่าวทำให้รถเกิดพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายจราจร
ทั้งนี้ NHTSA วางแผนตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบที่อัปเดตแล้ว รวมถึงช่วงเวลาที่เริ่มใช้งาน การติดตั้งแพร่หลายเพียงใด และประเมินว่าระบบที่ปรับปรุงแล้วสามารถตรวจจับปัญหาด้านทัศนวิสัยและแจ้งเตือนผู้ขับขี่ได้ทันหรือไม่
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)





